เจาะประเด็น Special : เปิดใจ 2 ฝั่ง คดีแพะซ้อนแพะ ครอบครัวผู้ตาย...วอนสังคมเห็นใจ

วันที่ 10 ก.ค. 2560 เวลา 17:54 น.

Views

เรียกว่าที่ผ่านมาถือเป็นอีกหนึ่งคดีดังที่ได้รับความสนใจของสังคม คดีแพะซ้อนแพะ หลังศาลฎีกาสั่งยกฟ้อง นายวรวิทย์ หรือวา สินทองน้อย พร้อมพวกอีก 4 คน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตาย เมื่อปี 2553 และคืนอิสรภาพให้แก่แพะในคดีนี้ หลังจากกระทรวงยุติธรรมไปตรวจสอบพบลักฐานสำคัญที่ระบุว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดตัวจริง นำมาสู่เสียงเรียกร้องจากสังคมที่ทวงถามถึงรายละเอียดของการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเห็นใจครอบครัวของแพะ และตัวจำเลยในคดีนี้เป็นผู้บริสุทธิ์ ต้องมารับโทษทัณฑ์

ล่าสุด ทีมงานเจาะประเด็นสเปเชียลได้รับจดหมายของผู้หญิงคนหนึ่ง เธอบอกว่าเป็นภรรยาของผู้ตายในคดีนี้ โดยให้ข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งถึงความทุกข์แสนสาหัส ที่ครอบครัวของผู้ตายในคดีนี้ต้องเผชิญมาตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา จึงอยากวอนขอความเห็นใจจากคนในสังคมให้กับครอบครัวด้วยเช่นเดียวกัน

วันนี้เราจะไปเจาะลึกข้อมูลกันอย่างรอบด้าน ซึ่งหลังได้รับจดหมาย ทีมข่าวเจาะประเด็นสเปเชียล จึงลงพื้นที่ไปยัง อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี เพื่อพบกับนางสาวศิรินันท์ บุษชิน ภรรยาของนายไมตรี โคตรคำ ผู้ตายในคดี "แพะซ้อนแพะ" โดยเปิดใจถึงสิ่งที่อัดอั้นตันใจ และระบายลงในจดหมายส่งถึงช่อง 7 สี ว่า เพียงอยากให้สังคมเห็นใจและหันมามองครอบครัวผู้สูญเสียบ้าง แม้คดีจะล่วงเลยมานานกว่า 7 ปี แล้ว แต่คนในครอบครัวก็ยากทำใจ ทุกครั้งเมื่อดูข่าวว่า "นายวา" คู่กรณีพ้นผิด เพราะไม่ได้เป็นคนก่อเหตุ แม้น้อมรับคำตัดสินของศาล แต่ก็เกิดคำถามในใจว่า "แล้วใครเป็นคนทำ" ส่วนสามีของตนที่เป็นคนดี จะต้องมาตายฟรีโดยไม่มีใครรับผิดชอบแบบนี้หรือ? สะเทือนใจที่สุด เมื่อลูกน้อยถามว่า "พ่อหายไปไหน" เป็นสิ่งที่ผู้เป็นแม่ไม่รู้จะตอบอย่างไร

ยอมรับว่าทุกวันนี้ตนอยู่ในสภาพฝันร้าย ต้องเลี้ยงลูกเล็ก ๆ 2 คนด้วยความลำบากเพียงลำพัง รายได้แค่วันละ 200-300 บาท ที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดเรื่องคู่กรณีไม่เคยเข้ามาพูดคุย แม้แต่งานศพก็ไม่เคยมา ถึงตอนนี้จะพ้นโทษออกมาแล้วก็หวังลึก ๆ ในใจว่าจะได้พูดคุยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกันสักครั้ง อย่างน้อยก็น่าจะทำให้เข้าใจกันมากขึ้น

นางสาวศิรินันท์ ยังเผยถึงลูกทั้ง 2 คน วัย 7 ขวบ และ 10 ขวบ คนโตพบมีอาการคล้ายโรคซึมเศร้า เพราะตอนที่สามีเสียไปนั้น น้องอายุได้ 3 ขวบ ไม่ยอมไปโรงเรียนเป็นปี เพราะปกติสามีจะเป็นคนไปส่งทุกวัน พอพูดถึงเรื่องพ่อ น้องจะเงียบขรึมทันที บางครั้งแอบไปนั่งร้องไห้ ซึ่งคนเป็นแม่ก็รู้สึกทุกข์ใจ กลัวโตมาลูกจะอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้ ขณะที่นั่งพูดคุยทีมข่าวจึงลองคุยกับน้องดู ถามว่าโตขึ้นน้องอยากเป็นอะไร น้องบอกว่าอยากเป็นตำรวจจะได้จับคนร้ายได้ และพอพูดเรื่องพ่อ จู่ ๆ น้องก็ร้องไห้ออกมา เหมือนที่ผู้เป็นแม่เล่าอาการให้ฟัง สะท้อนถึงความในใจของเด็กน้อยที่ต้องสูญเสียพ่อ

ขณะที่มารดาของผู้ตาย บอกว่าทุกวันนี้ยังฝันถึงลูก เรื่องนี้แล้วแต่คนจะเชื่อ แต่แม่เชื่อว่าลูกชายยังอยู่ ไม่ไปไหน เพื่อทวงคืนความยุติธรรม และอยากให้จับคนร้ายได้สักที ทุกครั้งที่คิดถึงลูกก็จะได้แต่เอารูปลูกชายรูปสุดท้ายที่ถ่ายไว้ตอนเป็นเจ้าหน้าที่ อป.พร มาดู แต่ก็ต้องน้ำตาไหล เพราะไม่เชื่อว่าคนดี ๆ อย่างลูกของตนจะต้องมาตายฟรี โดยที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ

เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ทีมข่าวยังได้เดินทางไปพูดคุยกับนายวา วรวิทย์ ซึ่งก็ระบายความอัดอั้นเช่นเดียวกัน ในมุมของคนที่ต้องเข้าไปรับโทษในเรือนจำ ความผิดที่ตัวเองไม่ได้กระทำไว้ ด้านกระทรวงยุติธรรม ยืนยัน ว่าดำเนินการทุกอย่างตามหลักฐานที่ปรากฎอย่างตรงไปตรงมา และยุติธรรม ส่วนผู้ต้องหาตัวจริง เป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสาวต่อไป

ทีมข่าวได้ไปพบกับนายวรวิทย์ หรือวา สินทองน้อย กับอาชีพเปิดอู่ซ่อมรถที่ร่วมทำกับครอบครัวเพื่อสร้างชีวิตใหม่ หลังต้องทิ้งร้างไปรับโทษอยู่ในเรือนจำ พร้อมย้ำหนักแน่นว่า ตนเองพร้อมพวกไม่ได้ฆ่าผู้ตายในวันเกิดเหตุ และไม่มีการพกพาอาวุธไปอย่างแน่นอน นี่คือหลักฐานเดียวที่ทำให้ต้องเดินหน้าร้องขอความเป็นธรรมจนนำมาซึ่งอิสรภาพ

พร้อมเล่าย้อนว่าจริง ๆ แล้วศาลฎีกาพิพากษายกคำร้องตนพร้อมพวก ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2558 แต่ตนดันโชคร้ายก่อนออกเพียง 1 วัน กลับถูกผู้คุมอายัดตัวโดยแจ้งว่าตนมีรายชื่อเกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่ลักลอบส่งกันผ่านเรือนจำ ทำให้ต้องใช้เวลาต่อสู่อีกร่วมปี จนทราบว่าชื่อผู้ก่อเหตุในเรือนจำนั้นซ้ำกับตน จึงนำมาซึ่งคำว่า "แพะซ้อนแพะ" สำหรับชีวิตในเรือนจำเป็นสิ่งที่ตนไม่มีวันลืม เพราะต้องเข้าไปกินนอนอยู่ร่วมกับคนหลายร้อยชีวิต แต่สิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจคือ ยังมีอีกหลายคนในเรือนจำ ที่อ้างว่าตนเองต้องนั่งรับโทษ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นคนผิด ชีวิตตอนนั้นเหมือนฝันร้ายที่ตื่นขึ้นมาแล้วเหมือนเกิดใหม่ ขอขอบคุณกระทรวงยุติธรรมที่ช่วยเหลือชาวบ้านตาดำ ๆ ให้มีชีวิตใหม่

นายวา ยังพูดถึงครอบครัวของผู้เสียชีวิตว่า หากถามว่าอยากเข้าไปพบหรือพูดคุยกันหรือไม่ ยืนยันว่าคงไม่ไปพบ อยากให้ต่างฝ่ายต่างเริ่มต้นชีวิตใหม่ ส่วนตัวไม่อยากให้รื้อฟื้นเรื่องนี้กันอีกแล้ว แต่ก็เข้าใจดีว่าการสูญเสีย หรือพลัดพรากจากคนที่รักมันเป็นอย่างไร แค่อยากให้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์กับทุกฝ่าย

ด้านรองปลัดกระทรวงยุติธรรมเผยว่าหลังได้รับจดหมายร้องขอความเป็นธรรมจากผู้ต้องหา ก็ได้ร่วมกับหลายหน่วยงานหาข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี มาจำลองเหตุการณ์ ทดสอบหาวิถีกระสุนและคราบเขม่าดินปืน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ชี้ชัดว่ารอยกระสุนของผู้ตายไม่สัมพันธ์กับคำให้การของพยาน ที่ว่าฝั่งผู้ต้องหาขับรถไล่ตามหลังมายิงเสียชีวิต แต่รอยกระสุนที่พบจากเสื้อผู้ตายเป็นระยะที่ถูกยิงเพียง 2 เซนติเมตร เป็นระยะประชิด หากยิงมาจากรถคันของนายวา ระยะกระสุนต้องอยู่ที่ 10 เมตร เป็นไปได้ว่าเพื่อนของผู้ตายที่นั่งมาด้วยกันอาจทำปืนลั่น ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของเพื่อนผู้ตาย ว่าในวันเกิดเหตุได้มีการพกอาวุธปืนมาด้วย จากการตรวจสอบล่าสุด พบว่าเพื่อนผู้ตายที่ไปด้วยกัน คนหนึ่งเสียชีวิตแล้วเมื่อปีที่ผ่านมา ส่วนอีกคนหายสาบสูญออกไปจากหมู่บ้าน ยืนยันว่ากระทรวงยุติธรรมดำเนินการตามพยานหลักฐาน และพร้อมให้การช่วยเหลือชาวบ้านทุกคน

รองปลัดกระทรวงยุติธรรมยังเผยอีกว่า ขณะนี้ได้ส่งข้อมูลทั้งหมดให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่แล้ว ส่วนจะมีการรื้อฟื้นคดีหรือตามจับกุมคนร้ายตัวจริงหรือไม่ อยู่ที่ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ส่วนกระทรวงยุติธรรม นั้นถือว่าสิ้นสุดกระบวนการดำเนินงานแล้ว พร้อมเผยข้อมูลเชิงลึกว่า ยังมีคดีที่ได้รับการร้องเรียนมาในลักษณะนี้อีกกว่า 100 คดี ที่กำลังเร่งตรวจสอบช่วยเหลือ เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมย่อมมีทางออกให้กับผู้บริสุทธิ์เสมอ

Tag : เจาะประเด็น Special คดีแพะซ้อนแพะ วา สินทองน้อย คดีฆ่าคนตาย คดีฆ่าคนตาย ปี2553 เจาะประเด็นสเปเชียล