จดหมายเหตุสนามหลวง : รำลึก 1 ปี พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย

วันที่ 13 ต.ค. 2560 เวลา 17:00 น.

Views

แม้วันเวลาจะผ่านมาครบ 1 ปีเต็มในวันนี้ กับการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่เชื่อว่าปวงพสกนิกรชาวไทยยังคงรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ของพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย ต่างจดจารึกไว้ในหัวใจมิเสื่อมคลาย

และสิ่งหนึ่งที่เราจะสามารถทำเพื่อตอบแทนคุณูปการของพระองค์ท่านได้ นั่นก็คือการยึดมั่นทำความดีตามรอยพ่อ สานต่อโครงการพระราชดำริ ที่พระองค์ทรงฝากไว้ให้กับคนไทยทั้งชาติ และผืนแผ่นดินไทย ติดตามใน"จดหมายเหตุสนามหลวง"

ย้อนไปเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2559 นับเป็นวันมหาวิปโยคของพสกนิกรชาวไทย เมื่อได้ทราบว่า"พ่อหลวงของแผ่นดิน" พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต ภายหลังที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินประทับรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นเวลากว่า 2 ปี

ประชาชนที่ทราบข่าว ต่างเดินทางไปแสดงความอาลัยแด่พระองค์ผู้รักยิ่งของปวงชน
 
วันที่ 14 ตุลาคม สำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนถวายน้ำสรงพระบรมศพ ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

ถัดมาวันที่ 15 ตุลาคม ได้เปิดให้ประชาชนกราบถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ จนกระทั่งวันที่ 29 ตุลาคม 2559 สำนักพระราชวังก็ได้ประกาศให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง 

นับแต่นั้น พสกนิกรชาวไทยทั่วทุกภูมิภาค ต่างทยอยเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ เพื่อแสดงความอาลัย ด้วยหัวใจจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ อย่างเนืองแน่นไม่ขาดสาย

ป้าทวี จันทร์เถื่อน วัย 66 ปี ชาวจังหวัดสมุทรปราการ เป็นคนหนึ่งที่ได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพมากถึง 95 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนปีที่แล้ว จากนั้นก็ตั้งใจไปทุกครั้งที่มีโอกาส แม้ขาจะอ่อนแรงแต่ก็ไม่เคยท้อไม่เคยเหนื่อย ที่ได้ไปกราบ"พ่อหลวง" ป้าทวีเล่าว่า ทุกครั้งที่เข้าไปภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง น้ำตาแห่งความอาลัยจะไหลออกมาทุกครั้ง แม้ยากจะทำใจยอมรับได้ แต่ก็ปฏิญาณกับตัวเองว่า จะใช้ชีวิตก้าวเดินต่อไปข้างหน้าให้ได้ ตั้งใจยึดมั่นทำความดี รักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ จนกว่าชีวิตจะหาไม่

ยิ่งใกล้วันปิดเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ คนยิ่งเนืองแน่น กระทั่งวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ.2560 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย มีประชาชนจำนวนมากมายืนต่อแถว ยอมตากแดดตากฝน เพื่อรอเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ บางกลุ่มมาไม่ทันเวลา แต่ที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ก็อนุญาตให้เข้าเป็นกลุ่มสุดท้าย

สำนักพระราชวังสรุปตัวเลขประชาชนที่เข้ากราบบังคม พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวม 337 วัน มีจำนวนทั้งสิ้น 12,739,531 คน

แม้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่ทุกพระราชดำรัส ทุกคำสอนของพระองค์ท่าน จะยังคงอยู่เช่นเดียวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อีกมากมายที่ล้วนแล้วแต่มีคุณประโยชน์ต่อคนไทย ซึ่งเราทุกคนสามารถน้อมนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างสรรค์สังคมต่อไปได้

ตลอด 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงแน่วแน่ในพระราชปณิธานตามหลัก"ทศพิธราชธรรม" อันเป็นหลักธรรมของพระมหากษัตริย์ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงปฏิบัติมาโดยสม่ำเสมอ ได้แก่ ทาน ศีล บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทนและความเที่ยงธรรม

"การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมาก ไม่ชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย พระจะเป็นพระที่งามสมบูรณ์ไม่ได้" ความตอนหนึ่ง ในพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช              

นายปันดิน อาจหาญ ชาวจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกคนที่ได้เดินตามรอยในหลวงรัชกาลที่ ๙ หลังว่างจากงานประจำ ก็สวมบทบาทเป็นจิตอาสา นำอาหารเครื่องดื่มที่มีผู้ใจบุญบริจาค ขับรถไปให้ผู้ที่เดือดร้อน ที่สำคัญนายปันดิน ได้ขับรถส่วนตัวบริการรับส่งศพฟรี ให้กับผู้ที่ขาดทุนทรัพย์ในการนำศพกลับบ้าน เป็นการทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ

"เศรษฐกิจพอเพียง" เป็นอีกปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานพระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ปรัชญานี้สามารถใช้ได้กับคนทุกระดับชั้นซึ่งพระองค์เองก็ทรงปฏิบัติตนอย่างพอเพียงมาโดยตลอด

ครอบครัวใจสนิท ได้เดินตามรอยพ่อของแผ่นดิน ใช้ชีวิตอยู่ในไร่ป่านาสงวนที่เก็บเงินซื้อจากการเก็บหอมรอมริบ จัดสรรปันส่วน ขุดบ่อเลี้ยงปลาปลูกพืชผักผลไม้ขาย ทำเล้าเลี้ยงเป็ด ไก่ นำผลผลิตที่ได้มาแบ่งทานกันในครอบครัวที่เหลือไปขาย ได้กำไรนิด ๆ หน่อยแต่ชีวิตก็มีความสุขดี ชีวิตแบบพอเพียงนี้สามารถส่งลูกเรียนสูง ๆ ได้ ไม่เป็นหนี้เป็นสินใคร

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการประดิษฐ์ ทรงสนพระราชหฤทัยในงานช่างตั้งแต่พระเยาว์ ทรงประดิษฐ์ของเล่นเอง เช่น เครื่องร่อนและเรือรบจำลอง นอกจากนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงโปรดกีฬาเรือใบเป็นอย่างมาก ด้วยพระปรีชาสามารถทรงต่อเรือใบด้วยพระองค์เอง เพื่อใช้แข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 ด้วย ที่สำคัญยังทรงเอาพระราชหฤทัยใส่งานประดิษฐ์ งานหัตถกรรมที่เป็นสินค้าพื้นบ้าน ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา

เฉกเช่นผลงานของลุงธนเดช บุญนุ่มผ่อง อดีตพนักงานธนาคาร ผู้ผันตนเองมาเป็นช่างทำ "เรือฉลอมจิ๋วจำลอง" สร้างอาชีพเลี้ยงตัว แต่ครั้งหนึ่งอาชีพนี้เคยทำให้คุณลุงรู้สึกท้อ อยากเลิกทำ เพราะไม่ได้รับความสนใจ แต่แล้วเมื่อข้าราชการท่านหนึ่งนำเรือฉลอมจิ๋วจำลองของคุณลุง ไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ทรงมีรับสั่งฝากถึงคุณลุงว่า "ให้อนุรักษ์เอาไว้" แค่นี้ก็เหมือนน้ำทิพย์ชโลมจิตใจ ให้คุณลุงฮึดสู้สานต่องานฝีมือนี้ไว้ ซ้ำยังเปิดสอนฟรีแก่ผู้ที่สนใจอีกด้วย

วันที่ 26 ตุลาคมที่จะถึงนี้ จะเป็นอีกครั้งที่ถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ ที่พสกนิกรไทยผู้จงรักภักดี จะร่วมแสดงความอาลัย ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

แม้พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย จะทรงลาลับไปแล้ว แต่คุณงามความดีที่พระราชทานไว้กับปวงชนชาวไทย รวมถึงผืนแผ่นดินไทย จะยังคงอยู่ตลอดไป เช่นเดียวกับ พระปฐมบรมราชโองการที่ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" จะยังคงกึกก้องอยู่ในมโนสำนึกของคนไทยทุกคน ให้สานต่อพระราชปณิธานพระองค์ท่าน ตลอดไปชั่วกาลนาน

Tag : เจาะประเด็นสเปเชียล จดหมายเหตุสนามหลวง รำลึก 1 ปี พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของแผ่นดิน