สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และจังหวัดพะเยา

วันที่ 13 ก.พ. 2561 เวลา 20:01 น.

Views

เวลา 08.46 น. วันนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคารโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งมูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สร้างขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือเด็กพิการทางการเห็นในแถบภาคเหนือตอนบน ซึ่งมีผู้พิการทางการเห็นมากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ คือ 29,567 คน ขณะที่มีโรงเรียนสอนคนตาบอดเพียง 3 แห่ง โดยมูลนิธิฯ ได้จัดทอดผ้าป่าสามัคคีมหากุศล โครงการ "ปันรักให้เด็กตาบอดภาคเหนือตอนบน" เพื่อระดมทุนในการก่อสร้าง และได้รับประทานชื่อว่า "อาคารสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก" โรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนเมื่อปี 2559 ในชั้นอนุบาล - มัธยมศึกษาปีที่ 3 ปัจจุบันมีนักเรียน 22 คน นอกจากจะให้ความรู้ อบรมคุณธรรมจริยธรรมแล้ว ยังน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เพื่อให้นักเรียนมีจิตใจเข้มแข็ง สามารถช่วยเหลือตนเอง และดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข

สำหรับการเรียนการสอน เริ่มที่การกระตุ้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหวของเด็ก เพื่อให้กล้ามเนื้อมัดเล็กแข็งแรง จากนั้นจะฝึกพัฒนา 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยใช้สื่อนวัตกรรมต่าง ๆ และมีการสอนดนตรีพื้นเมืองสัปดาห์ละ 1 ครั้ง  ที่ผ่านมาได้ไปร่วมแสดงในงานคนพิการที่จังหวัดเชียงราย ทั้งยังฝึกทักษะในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น รีดผ้า ทำอาหาร เพื่อให้สามารถช่วยเหลือตนเองและครอบครัวได้ ขณะที่มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทยฯ นำสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ สำหรับนักเรียนพิการทางการเห็น อาทิ YMB reading machine ใช้สำหรับการอ่านออกเสียงและการออกเสียงพูดได้ถึง 5 ภาษา, Braille Display ใช้แสดงผลจากตัวอักษรปกติเป็นอักษรเบรลล์, จิ๊กซอว์แผนที่ และสื่อภาพนูนให้เด็กได้สัมผัสเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้  พร้อมกันนี้ ทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์สินค้าเพื่อน้องผู้พิการทางสายตาจากจังหวัดต่าง ๆ อาทิ ถุงหอม เสื้อยืด การบูร ผ้ามัดย้อม และไข่เค็ม

เวลา 11.21 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเบ็ตตี้ดูเมน บ้านปางพริก อำเภอปง จังหวัดพะเยา ทรงติดตามการดำเนินโครงการตามพระราชดำริ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระราชดำริให้จัดสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของท่านผู้หญิง เบ็ตตี้ ดูเมน พระสหาย ที่ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศล ครั้งตามเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมชาวเขาและประชาชนในถิ่นทุรกันดารพื้นที่ภาคเหนือ ด้วยทรงเห็นว่าเยาวชนและเด็กจำนวนมากขาดโอกาสทางการศึกษา ปัจจุบันเปิดสอนชั้นอนุบาล 1 - ประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 110 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าเย้า ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาปีการศึกษา 2559 ผลการสอบโอเน็ตชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศ ในรายวิชาภาษาไทย และวิทยาศาสตร์

โอกาสนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นักเรียนในพระราชานุเคราะห์ เฝ้าทูลละอองพระบาท ถวายรายงานผลการศึกษา แล้วทอดพระเนตรการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ซึ่งมหาวิทยาลัยพะเยา เข้ามาให้ความรู้แก่นักเรียน เพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมพืช อาทิ แอฟริกันไวโอเลต สตรอว์เบอร์รี หญ้าหวาน และม่วงเทพรัตน์ รวมถึงการสาธิตการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบการแก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

จากนั้น ทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์และหน่วยทันตกรรมพระราชทาน โดยมีผู้เข้ารับการรักษาโรคระบบทางเดินหายใจ และโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูก 181 คน ซึ่งทรงรับผู้ป่วยเป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ 3 คน และทรงเยี่ยมราษฎรที่ไปเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

ด้านโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน มีการปลูกผักสวนครัว ปลูกผักตามฤดูกาล เลี้ยงไก่ไข่ สุกร และเลี้ยงปลาในบ่อดิน ซึ่งมีผลผลิตเพียงพอประกอบอาหารกลางวัน และยังสามารถนำกลับไปประกอบอาหารที่บ้านได้อีกด้วย ทั้งยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา มีหน่วยงานจากพื้นที่ต่าง ๆ เข้ามาศึกษาดูงาน ส่วนโครงการฝึกอาชีพ อาทิ ฝึกการทำไม้กวาดดอกหญ้าแก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 เพื่อสร้างรายได้เสริม ด้านการแปรรูปอาหาร สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา มาถ่ายทอดความรู้การทำน้ำเต้าหู้ถั่วมะแฮะ, ขนมหม้อแกงถั่วมะแฮะ และกล้วยฉาบ ซึ่งเป็นผลผลิตที่ปลูกภายในโรงเรียน และนำมาจำหน่ายในสหกรณ์โรงเรียน 

ในการนี้ ทอดพระเนตรการสาธิตการทำชาเจียวกู่หลาน ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่ชาวไทยภูเขาเผ่าเย้า นิยมนำมาชงเป็นชา สามารถปลูกในโรงเรียน และนำมาแปรรูปสร้างรายได้ มีสรรพคุณบำรุงร่างกาย ลดความดันโลหิต ลดระดับไขมันในเลือด และลดคอเรสเตอรอล

เวลา 15.00 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 4 รอบ 2 เมษายน 2546 บ้านนาโต่ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เป็นพื้นที่ราบในหุบเขา มีแม่น้ำไหลผ่านตลอดปี ราษฎรในหมู่บ้านประกอบด้วยชาวไทยใหญ่ จีน อาข่า ลาหู่ และลีซู เปิดสอนเมื่อปี 2546 ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ปัจจุบันมีนักเรียน 137 คน ครูตำรวนตระเวนชายแดน 13 นาย และครูพลเรือน 3 คน โดยได้ดำเนินโครงการตามพระราชดำริฯ ประสบผลสำเร็จดี นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทุกคน โดยปีการศึกษา 2560 ได้ส่งครูไปอบรมที่โรงเรียนเม็งรายมหาราช ใน 4 กลุ่มสาระวิชา และเพิ่มครูอัตราจ้างพระราชทาน 2 คน ในสาขาวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ส่วนครูภาษาอังกฤษได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิพุทธรักษา ส่งครูมาสอน 1 คน

ในการนี้ ทอดพระเนตรการเรียนการสอนห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์, คอมพิวเตอร์ และภาษาจีน ซึ่งเปิดสอนทั้ง 3 ระดับชั้น เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะด้านภาษา เมื่อจบการศึกษาไปแล้วบางส่วนสามารถเป็นมักคุเทศก์ท้องถิ่นได้

จากนั้น ทอดพระเนตรกิจกรรมส่งเสริมอาชีพ การทำไม้กวาดดอกหญ้าตามภูมิปัญาท้องถิ่น, การประกอบอาหารจากพืชผักและผลไม้ ที่ปลูกได้ในโรงเรียน อาทิ กล้วยฉาบ, ข้าวเกรียบฟักทอง, โดนัทกล้วย และแหนมเห็ด โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน สามารถผลิตเนื้อสัตว์ได้เพียงพอต่อความต้องการ ส่วนถั่วเมล็ดแห้ง ผัก และผลไม้ ผลิตได้ร้อยละ 80 เนื่องจากในช่วงฤดูฝนเกิดน้ำป่าไหลหลาก ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกเสียหาย จึงวางแผนที่จะขยับพื้นที่เพาะปลูกบางส่วนขึ้นไปบริเวณเนินเขา

โอกาสนี้ ทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์พระราชทาน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ไปตรวจรักษาราษฎร พร้อมทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

เวลา 16.35 น. เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามการดำเนินงานโรงเรียนบ้านนาโต่ วปรอ.344 อุปถัมภ์ อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนชาวไทยภูเขาเผ่าอาข่า ลาหู่ ไทยใหญ่ ลีซู จีนฮ่อ และเมียนมา เนื่องจากโรงเรียนอยู่ห่างจากจังหวัดสาด และเมืองตูม ของประเทศเมียนมา เพียง 5 กิโลเมตร ส่วนใหญ่ผู้ปกครองมีฐานะยากจน และไม่มีความรู้ด้านโภชนาการ ทำให้นักเรียนขาดสารอาหาร ร้อยละ 10 นักเรียนในระดับอนุบาลถึงประถมศึกษาตอนต้น มีปัญหาการสื่อสารเนื่องจากใช้ภาษาถิ่นทำให้การเรียนล่าช้า โครงการพัฒนาดอยตุง จึงได้สนับสนุนเงินทุนในการพัฒนาการเรียนการสอน ตั้งแต่ชั้นอนุบาล - ประถมศึกษาศึกษาปีที่ 3 รวม 7 ห้องเรียน ห้องเรียนละ 1.5 แสนบาท และส่งเสริมการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง โดยส่งครูไปฝึกอบรมการสอนแบบมอนเตสเซอรี่ หรือ การยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ส่วนในช่วงปิดเทอมสนับสนุนเงินค่าจ้างครูสอนเสริมแก่เด็กที่พัฒนาการเรียนล่าช้า ส่งผลให้เกิดความก้าวหน้า และการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ครูใช้การสอนแบบเขียนบนกระดานดำน้อยลง แต่สอนให้เด็กปฏิบัติและคิดด้วยตนเองมากขึ้น ส่งผลให้นักเรียนเรียนรู้เร็วขึ้นครูใช้สื่อการสอนที่โครงการพัฒนาดอยตุงสนับสนุนมากกว่าสอนในตำราเรียน ช่วยให้นักเรียนอ่านออกเขียนได้คล่อง

โรงเรียนได้สนองพระราชดำริโครงการฝึกอาชีพ เพื่อให้ผู้ปกครองและนักเรียนมีรายได้เสริม โดยจัดตั้งกลุ่มปักผ้าลาหู่ ไทยใหญ่ และอาข่า โดยเฉพาะกลุ่มปักผ้าอาข่า ผู้ปกครองสอนให้ปักผ้าลายโบราณตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนสามารถคิดสร้างสรรค์ลวดลายใหม่เองได้ นักเรียนจึงมาสอนให้รุ่นน้องที่โรงเรียนสืบทอดวิธีการปักผ้าอาข่าแบบโบราณ  ปัจจุบันนักเรียนมีรายได้ทั้งทำร่วมกับผู้ปกครองเพื่อนำไปขายส่งตามแหล่งท่องเที่ยว และขายให้กับโรงเรียน โครงการส่งเสริมสหกรณ์ นักเรียนบริหารจัดการได้ด้วยตนเอง ครูเป็นเพียงผู้ให้คำปรึกษา โดยครูได้พานักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมที่ไร่สิงห์ปาร์ค อบรมทำบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง วิธีทำบัญชีสำหรับกิจกรรมอาหารกลางวัน บัญชีสำหรับผลิตผลทางการเกษตร และบัญชีครัวเรือน ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ที่บ้าน

โดยนักเรียนสนใจวิชาคอมพิวเตอร์และเรียนรู้ได้เร็ว ซึ่งโรงเรียนได้รับการสนับสนุนอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจากโครงการโรงเรียนประชารัฐ โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียน 264 คน มีนักเรียนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร์ 28 คน จากการมีหลายชนเผ่าทำให้นักเรียนมีวัฒนธรรมและความคิดที่ต่างกัน ครูจึงจัดกิจกรรมโครงการคุณธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ให้นักเรียนตระหนักถึงการอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี ส่วนกิจกรรมขยายผลสู่ชุมชน ได้ขยายพันธุ์สุกรแจกจ่ายให้ชุมชน รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรมาประกอบอาหารกลางวัน โดยมีเงื่อนไขเป็นแปลงเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีและให้ความรู้แก่ชุมชนในเรื่องการคัดแยกขยะและอนามัย สุขาภิบาลและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ในหมู่บ้านยังมีโรงเรียนสอนภาษาจีน ซึ่งเปิดสอนชั้นอนุบาล - มัธยมศึกษาปีที่ 3 ชื่อโรงเรียนจวิ่งฉินวิทยา เมื่อเรียนจบจะไปประกอบอาชีพล่าม และมัคคุเทศก์ที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และไต้หวัน เนื่องจากมีรายได้ดี ในหมู่บ้านจึงมีแต่ผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่

เวลา 18.10 น. เสด็จออก ณ ท้องพระโรง พระตำหนักดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย พระราชทานพระราชวโรกาสให้ รองศาสตราจารย์วันชัย ศิริชนะ นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เชียงราย นำคณะกรรมการสมาคมฯ เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน ซึ่งเป็นรายได้จากการแข่งขันกอล์ฟการกุศล ครั้งที่ 24 ประจำปี 2560 โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

นางพรรณราย จันทยศ ประธานกลุ่มพลังเพื่อพ่อของแผ่นดิน จังหวัดเชียงราย นำคณะกรรมการกลุ่มรวมพลังเพื่อพ่อของแผ่นดินฯ เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

Tag : สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เชียงราย พะเยา