สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย

วันที่ 14 ก.พ. 2561 เวลา 19:45 น.

Views

เวลา 08.45 น. วันนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนสามัคคีพัฒนา บ้านม้งเก้าหลัง ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ในการนี้ ทอดพระเนตรการเรียนการสอนระบบมอนเตสซอรี่ ในระดับชั้นประถมศึกษา เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้เด็กเป็นศูนย์กลาง เน้นการทำกิจกรรมที่ตรงตามความต้องการ ความสนใจ ความสามารถ และพัฒนาการของนักเรียน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติ โดยไม่เน้นการสอนโดยครู เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าการท่องจำ สามารถปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

จากนั้น ทรงเป็นประธานการประชุมคณะทำงาน โครงการพัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยสำหรับเด็กที่ไม่ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแม่ ของโรงเรียนในพื้นที่ข้างเคียงโครงการพัฒนาดอยตุง พื้นที่ทรงงาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ดำเนินงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเชียงราย เขต 3 และโรงเรียนในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงฯ คัดเลือกโรงเรียนนำร่องจาก 26 แห่งในอำเภอแม่ฟ้าหลวง โดยคัดจากความพร้อมของผู้อำนวยการ ครู สภาพแวดล้อม ชุมชน มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการ 8 แห่ง อาทิ โรงเรียนสามัคคีพัฒนา, โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์, โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนนาโต่ โดยมีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 746 คน ซึ่งในระยะ 3 ปีแรก ระหว่างปี 2560-2562 มุ่งเน้นแก้ปัญหาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 เน้นการอบรมกระบวนการเรียนการสอนแก่ผู้อำนวยการและครู แบบ "พาทำ" ร่วมกับครูในโรงเรียนพื้นที่ข้างเคียงโครงการพัฒนาดอยตุงฯ รวมทั้งปรับปรุงอาคารเรียน และระบบน้ำอุปโภค บริโภค

ในการนี้ ทอดพระเนตรพื้นที่ทำการเกษตรของโรงเรียน ซึ่งแบ่งพื้นที่รับผิดชอบให้แก่นักเรียนในแต่ละระดับชั้น ได้เรียนรู้การทำการเกษตรปลอดสารเคมี นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้ดำเนินการส่งเสริมการปลูกเก๊กฮวยให้กับทางโรงเรียนเป็นฐานการเรียนรู้สู่ชุมชน และเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัย การพัฒนาเกษตรยั่งยืนเพื่อทดแทนการปลูกข้าวโพด ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เนื่องจากเก๊กฮวยเป็นพืชที่ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการดูแล ทำให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีความปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้เพาะปลูกรวมถึงผู้บริโภค และผลผลิตที่ได้มีราคาสูงกว่าการปลูกข้าวโพด ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมในโครงการ 60 คน และมีการส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช หรือกล้วยหอมเขียว ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ และมีความทนทานต่อการขนส่ง พร้อมกันนี้ ทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

เวลา 10.39 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก บ้านม้งเก้าหลัง ตำบลเทอดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเป็นศูนย์อบรมเลี้ยงดูและจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับเด็ก อายุระหว่าง 2-5 ขวบ ปัจจุบันมีเด็กชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง อาข่า และไทยใหญ่ในความดูแล 67 คน มีครูและบุคลากร 4 คน

ในการนี้ ทอดพระเนตรการเรียนการสอนในระบบมอนเตสซอรี่ โดยโครงการพัฒนาดอยตุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้เข้ามาส่งเสริมระบบดำเนินการในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 เริ่มเห็นพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของเด็ก พบว่าเด็กมีสมาธิ เชื่อฟังครู ให้ความสนใจในกิจกรรมต่าง ๆ รอบตัว และใช้เวลากับสิ่งที่ตัวเองสนใจมากขึ้น ปัจจุบันมีการนำระบบมอนเตสซอรี่ไปใช้กับศูนย์เด็กเล็กในตำบลเทอดไทย รวม 7 แห่ง และภายในปี 2561 จะขยายไปสู่ศูนย์เด็กเล็กฯ ให้ครบทั้ง 18 แห่ง

เวลา 11.08 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านนายอาเปียว มาเยอะ หมู่บ้านปางมะหัน ตำบลเทอดไทย ซึ่งเป็นสมาชิกในโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการสนองพระราชดำริ ของมูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดทำมาตั้งแต่ปี 2549 เพื่อสร้างองค์ความรู้และหาแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสมในการปลูกชาน้ำมัน ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพแก่ราษฎรด้านการเลี้ยงสัตว์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 3 แห่งของอำเภอแม่ฟ้าหลวง ประกอบด้วย หมู่บ้านปางมะหัน หมู่บ้านปูนะ และแปลงศึกษาวิจัยจีลอง หมู่บ้านผาหมี โดยปีที่ผ่านมาส่งเสริมอาชีพเลี้ยงไก่แก่เกษตรกรในโครงการฯ 355 ครัวเรือน สร้างรายได้ให้กับชุมชน 227,462 บาท ส่วนการส่งเสริมการเลี้ยงสุกร 246 ครัวเรือน สร้างรายได้ให้กับชุมชน 1,781,926 บาท

โอกาสนี้ มีพระราชปฏิสันถารกับนายอาเปียว มาเยอะ และครอบครัว ซึ่งได้รับการส่งเสริมสุกรจากโครงการฯ 2 ตัว ตั้งแต่ปี 2556-2560 ซึ่งประสบผลสำเร็จในการเลี้ยง สามารถสร้างกำไรสูงสุดถึง 40,400 บาทต่อปี ส่วน นายเสี่ยวยิ่ง แซ่หวัง ได้รับการส่งเสริมสุกรจากโครงการฯ 1 ตัว ตั้งแต่ปี 2557-2560 สามารถสร้างกำไรสูงสุดได้ 32,200 บาทต่อปี สร้างอาชีพและช่วยลดรายจ่ายในครอบครัว พร้อมกันนี้ ทรงให้อาหารไก่กระดูกดำ หมูเหมยซาน หมูป่า และเป็ดเทศ ภายในบริเวณบ้านของสมาชิกโครงการฯ ด้วย

ปัจจุบันโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการฯ 684 คน นับเป็นการส่งเสริมอาชีพที่หลากหลาย เพื่อสร้างรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งมีส่วนร่วมในการรักษาป่าและอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เวลา 12.00 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังหอระวังไฟแปลงปลูกป่า FPT 33 บ้านปางมะหัน ตำบลเทอดไทย ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ป่าถูกทำลายจากการบุกรุก ทำไร่เลื่อนลอย เผาป่า และอยู่อาศัย รวม 14,015 ไร่ ในปี 2548 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงและหน่วยงานภาคเอกชนได้ร่วมฟื้นฟูป่า โดยน้อมนำแนวพระราชดำริ ปลูกป่าในใจคน ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาทำความเข้าใจกับชาวไทยภูเขาในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าไม้ โดยร่วมกันสำรวจพื้นที่เพื่อกำหนดเป็นป่าใช้สอย 1,000 ไร่ พื้นที่ปลูกชาน้ำมัน จำนวน 585 ไร่ พื้นที่อนุรักษ์ 10,142 ไร่ ที่อยู่อาศัยและทำกิน 2,288 ไร่ มีการย้ายพื้นที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่บนพื้นที่สูงต้นน้ำ ให้มาอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมด้านล่าง และได้น้อมนำแนวพระราชดำริในการรักษาป่าจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาปฏิบัติใช้ในการดูแลป่ามาปรับใช้ ปัจจุบันป่าเจริญเติบโตขึ้นร้อยละ 80

นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ องค์การมหาชน จัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย ที่พัฒนาโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก องค์การมหาชน เพื่อติดตามผลการปลูกป่า ประเมินความสมบูรณ์ของป่า และประเมินคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นผลจากการป้องกันไม่ให้ป่าถูกทำลาย และการเติบโตฟื้นฟูขึ้นของป่าไม้ในพื้นที่โครงการ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการลดการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศด้วย

เวลา 14.13 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังแปลงชาน้ำมันของนายแงะกะ ยะป่า บ้านปูนะ ตำบลเทอดไทย ซึ่งเป็นสมาชิกในโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมันบ้านปูนะ ซึ่งโครงการฯ ได้จัดสรรพื้นที่ปลูกชาน้ำมันให้ชาวบ้านคนละ 5 ไร่ พร้อมจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปสอนการปลูกชาที่ถูกต้อง จะได้นำความรู้กลับไปปลูกชาในพื้นที่ของตน

ในการนี้ ทอดพระเนตรกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การตัดแต่งกิ่งต้นชาน้ำมัน ซึ่งช่วยลดการแย่งสารอาหารและปุ๋ย และการเสียบเปลี่ยนยอดต้นกล้าชาน้ำมัน หรือการเพาะงอก ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการเพาะปลูกและได้ผลผลิตมากขึ้น รวมทั้งได้ต้นชาพันธุ์ดีที่ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันดี ซึ่งโครงการฯ ได้เข้ามาส่งเสริมการเพาะงอกเมื่อปี 2560 ที่บ้านปูนะ รวม 18,099 ต้น รอด 3,100 ต้น ในเดือนมกราคม 2561 มีการเพาะงอก 638 ต้น รอด 619 ต้น นอกจากนี้ ยังมีการเสียบกิ่งเปลี่ยนยอดต้นชาน้ำมันในแปลงปลูกชาน้ำมันด้วย

ต่อจากนั้น ทอดพระเนตรต้นกล้าชาน้ำมันที่ได้จากการเสียบกิ่งเปลี่ยนยอดขนาดอายุต่าง ๆ เช่น 54 วัน และ 1 ปี 6 เดือน , รากต้นชาอายุ 5 ปี และ 10 ปี พบว่าต้นกล้าอายุ 5 ปี มีขนาดสูงใหญ่กว่าอายุ 10 ปี เนื่องจากระบบรากและสายพันธุ์ ซึ่งในแปลงชาหากพบต้นชามีปัญหาดังกล่าวจะตัดทิ้งและนำต้นใหม่ไปปลูกทดแทน โดยปลายปี 2560 มีการเพาะกล้าชาน้ำมันทดแทน 695.8 กิโลกรัม หรือ 272,754 เมล็ด เปอร์เซ็นต์งอกร้อยละ 80 นอกจากนี้ มีการเก็บข้อมูลต้นชาน้ำมันรายต้น ใช้เจ้าหน้าที่ 28 คน เดินเก็บข้อมูลร่วมกับเจ้าของแปลง 684 คน ใช้เวลาในการเก็บ 81 วัน โดยจะวัดความสูงและขนาดลำต้นแล้วบันทึกข้อมูลลงในแทบเล็ต

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังสำนักงานโครงการฯ ทรงฟังคณะนักวิจัยโครงการศึกษาและพัฒนาการปลูกชาน้ำมัน และพืชน้ำมัน จังหวัดเชียงราย กราบบังคมทูลรายงานผลการวิจัยและผลการปฏิบัติงานประจำปี 2560 เพื่อคัดเลือกพันธุ์ชาน้ำมันที่เหมาะสมกับพื้นที่และการปรับปรุงพันธุ์ รวมทั้งหาวิธีการเพิ่มผลผลิตในอนาคต ซึ่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา คณะนักวิจัยได้ไปศึกษาดูงานการปลูกชาน้ำมันและหาพันธุ์ชาน้ำมันชนิดดอกสีแดง ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำมาขยายผล เพื่อนำมาปลูกในประเทศไทย ส่วนปัญหาหนอนเจาะเมล็ด และหนอนเจาะลำต้นที่เป็นศัตรูของชาน้ำมัน แม้จะทาสีขาวที่ลำต้นก็ยังไม่ได้ผลมากนัก เพราะหนอนจะกินลำต้นสูงขึ้นไปอีก ขณะนี้อยู่ระหว่างการหาวิธีการแก้ไขที่เหมาะสม

โอกาสนี้ หม่อมหลวง ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กราบบังคมทูลรายงานสรุปผลการเก็บข้อมูลต้นชาน้ำมันรายต้น ผลการวิเคราะห์ข้อมูล และแผนการดำเนินการปี 2561-2563 ซึ่งปีที่ผ่านมา ได้สำรวจต้นชาน้ำมัน พบว่ามีศักยภาพพร้อมปรับปรุงในหลายแนวทาง เช่น การติดป้ายติดตามข้อมูลต้นชาน้ำมัน เพื่อนำมาวิเคราะห์รายต้น ให้เห็นแนวโน้มในการให้ผลผลิต การวางแผนบริหารจัดการต้นชาน้ำมันที่ให้ผลผลิตน้อย หรือไม่ให้ผลผลิต ต้นชาน้ำมันที่เจริญเติบโตไม่ดี การขยายพันธุ์ต้นพันธุ์ดี การปลูกเสริมด้วยกล้าเพาะใหม่ การตัดแต่งกิ่งต้นชาน้ำมันที่มีความสูง อันจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนแก่ราษฎรในพื้นที่

เวลา 16.55 น. เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านจะนู ตำบลห้วยชมภู อำเภอเมือง ซึ่งประชาชนในพื้นที่ได้ร้องขอให้จัดตั้งศูนย์การเรียนฯ ขึ้น เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา เพื่อรองรับนักเรียนที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และเพื่อให้นักเรียนไม่ต้องเดินทางไปเรียนไกลบ้าน เพราะการคมนาคมยังไม่สะดวกและทุรกันดาร โดยเริ่มเปิดทำการสอนภาคเรียนแรก เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2560 ในระดับชั้นอนุบาล - ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียน 76 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอ มีครู ตชด. 4 นาย และครูอาสา 2 คน ในปีที่ผ่านมาได้ดำเนินงานโครงการตามพระราชดำริทั้ง 8 โครงการ อาทิ ด้านการเรียนการสอน เน้นให้นักเรียนอ่านออก เขียนและพูดภาษาไทย ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานต่าง ๆ ในการจัดสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติ่ม จำนวน 1 หลัง ขนาด 6 ห้องเรียน รวมถึงอาคารประกอบอื่น ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการเรียนการสอน โดยจะเริ่มก่อสร้างในเดือนเมษายน คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนพฤษภาคมนี้

โอกาสนี้ ทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์พระราชทานที่มาออกหน่วยบริการตรวจรักษาราษฎร พร้อมกับทรงรับผู้ป่วยยากไร้ไว้เป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ จำนวน 2 คน กับทรงเยี่ยมราษฎรที่มาเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จอย่างทั่วถึง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นราษฎรชาวไทยภูเขาเผ่ามูเซอ

ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ ทอดพระเนตรโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งโรงเรียนได้ดำเนินการเพาะปลูกพืชผักแบบผสมผสาน ส่วนผลผลิตถั่วเมล็ดแห้งและโปรตีนยังไม่เพียงพอ จึงได้จัดซื้อเพิ่มเติมด้วยเงินจากกองทุนเพื่ออาหารกลางวัน เพื่อให้นักเรียนได้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่

Tag : สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชกรณียกิจ เชียงราย โรงเรียนสามัคคีพัฒนา