เจาะประเด็นเด็ด : สางปม ยายถูกฟ้องเบี้ยวภาษี 11 ล้านบาท

วันที่ 19 ก.พ. 2561 เวลา 17:40 น.

Views

เรียกว่าเป็นเรื่องช็อกความรู้สึก โดยเฉพาะผู้มีฐานะยากจน กับกรณี คุณยายนุ้ย ชาว จ.นครพนม ต้องวิ่งโร่ขอความเป็นธรรม เพราะจู่ ๆ มีหมายศาลมาที่บ้าน ระบุว่าถูกกรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากการไม่ชำระ หลีกเลี่ยง รวมเป็นเงินกว่า 11 ล้านบาท และที่น่าตกใจไปกว่านั้น คือเมื่อตรวจสอบไปกลับพบว่าชื่อของตัวเองไปเป็นกรรมการของบริษัทแห่งหนึ่งที่ จ.นครนายก ซึ่งแท้จริงแล้วตนเองเป็นเพียงผู้มีฐานะยากจน มีรายได้จากการทำงานรับจ้าง แค่วันละ 100-200 บาท อีกทั้งสามีก็เจ็บป่วยหลายโรครุมเร้า

เรื่องนี้กลายเป็นอุทาหรณ์เรื่องของความไว้เนื้อเชื่อใจ ในการมอบเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ให้กับคนรู้จัก โดยคุณยายเชื่อว่าจะนำไปทำประกันให้ แต่สุดท้ายเอกสารดังกล่าวถูกนำไปทำนิติกรรมอำพราง กลายเป็นมีดดาบที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง วันนี้ต้องเป็นหนี้ก้อนโต เราจะไปติดตามกันว่า คุณยายนุ้ย จะหลุดคดีหนี้ภาษีก้อนโตนี้ได้หรือไม่ ไปเจาะลึกรอบด้านใน "เจาะประเด็นเด็ด"

เป็นอีกคดีที่สังคมกำลังให้ความสนใจ กรณี นางนุ้ย พรมราช อายุ 57 ปี ชาวบ้านนาทาม ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม จู่ ๆ มีหมายศาลมาที่บ้าน ถูกกรมสรรพากรฟ้องดำเนินคดีเรียกเก็บภาษีรายได้นิติบุคคลย้อนหลัง เป็นวงเงินสูงกว่า 11.8 ล้านบาท ทั้งที่มีฐานะยากจน ไม่มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง แค่รับจ้างรายวัน มีรายได้ 100-200 บาท จึงหอบหลักฐานเข้าร้องทุกข์ผ่านประธานสภา อบต.พระกลางทุ่ง

โดยหมายศาลภาษีอากรกลาง คดีหมายเลขดำที่ ภ.4/2561 เนื้อหาระบุว่า กรมสรรพากร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องบริษัท รุ่งรุจี ซัพพลาย จำกัด จำเลยที่ 1 และนางนุ้ย พรมราช จำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ซึ่งจดทะเบียนเปิดบริษัทไว้เมื่อ 24 ธันวาคม 2556 ประกอบกิจการจำหน่ายเครื่องเขียน แบบพิมพ์ สื่อสิ่งพิมพ์ ตั้งอยู่เลขที่ 15 หมู่ 1 ต.เขาเพิ่ม อ.บ้านนา จ.นครนายก มีการแจ้งแสดงบัญชีรายได้จากการประกอบกิจการระหว่างปี 2556-2557 มีรายได้สูงกว่า 36 ล้านบาท แต่มีการเลี่ยงชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงินสูงกว่า 11.8 ล้านบาท นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบว่า บริษัทมีการแจ้งเปลี่ยนที่อยู่สำนักงานอันเป็นเท็จ และแจ้งขอยกเลิกจดทะเบียนบริษัทไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2557 โดยมีกำหนดสืบพยานและนัดไกล่เกลี่ย ในวันที่ 23 เมษายน 2561

ยายนุ้ย พรมราช เผยว่า เหตุที่ต้องตกเป็นจำเลยติดหนี้ภาษีก้อนโต เชื่อว่าจะมีส่วนมาจากหญิงสาวที่เป็นเครือญาติในหมู่บ้าน ได้มาติดต่อขอเอกสารสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน อ้างว่านำไปทำประกัน ตั้งแต่ปี 2556 และ มีเพื่อนบ้านที่เอาเอกสารให้ไปด้วยกัน รวม 5 คน แต่ตนไม่มีความรู้ จึงให้สำเนาไปโดยไม่ได้เซ็นเอกสาร เพราะอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ โดยได้ค่าตอบแทนเป็นเงิน 500 บาท ยอมรับส่วนหนึ่งเพราะอยากได้เงิน เพราะทำงานหาเช้ากินค่ำ แถมต้องมีภาระเลี้ยงดูสามี ที่ป่วยเป็นหอบหืด โรคเก๊าท์ ทำงานไม่ได้ พอไปสอบถามเรื่องนี้กับหญิงสาวที่เป็นญาติ ก็ถูกอีกฝ่ายข่มขู่กลับมา
              
ขณะที่ นางพิศดาพร กานิน อายุ 46 ปี เพื่อนบ้านอีกคน ก็ได้ออกมายืนยันว่า  ตนและสามี ก็ได้นำเอกสารสำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน ให้กับหญิงสาวเครือญาติของยายนุ้ยไปด้วย โดยไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาภายหลัง เพราะเป็นคนที่รู้จักคุ้นเคยกันในหมู่บ้าน รู้สึกเป็นห่วงที่ยายนุ้ยมีชื่อถูกฟ้องร้อง ตนก็เคยถูกข่มขู่เหมือนกัน และเคยไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.หลักศิลา เมื่อปี 2557

ภายหลังทางผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปสอบถามข้อเท็จจริง นางสาวนงลักษ์ แก้วสว่าง อายุ 28 ปี ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่านำสำเนาบัตรประชาชนของคุณยายนุ้ย และชาวบ้านไป จนเป็นเหตุให้ถูกฟ้องเรียกภาษี

เจ้าตัวปฏิเสธว่าไม่เคยไปรับเอกสารกับผู้เสียหาย เป็นการกล่าวหาให้ร้าย โดยตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่รู้เห็นแต่อย่างใด ไม่รู้ว่า ยายนุ้ย เอาข้อมูลมาจากไหน เพราะตนไม่เคยเข้าไปพูดคุยขอเอกสารเลย และยินดีที่จะให้มีการตรวจสอบด้วย

เพื่อข้อมูลรอบด้าน ทีมข่าวช่อง 7 สี ยังบุกไปที่ ต.เขาเพิ่ม อ.บ้านนา จ.นครนายก จุดที่ถูกระบุว่าเป็นที่ตั้งบริษัท รุ่งรุจี ซัพพลาย จำกัดพบเป็นแค่พื้นที่รกร้าง
        
จากการลงพื้นที่ พบว่าบ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาเพิ่มอำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ที่มีการจดทะเบียนทำธุรกิจ ตั้งบนเชิงเขา เหลือแต่สภาพว่างเปล่าเป็นป่ารก

สอบถาม นางสัมฤทธิ์ บุญเรือง อายุ 51 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ซึ่งสร้างบ้านอยู่ติดกัน เล่าว่า ตนเป็นลูกหลานของเจ้าของบ้านเลขที่นี้ ชื่อ นางหนู บุญเรือง เสียชีวิตไปแล้วกว่า 20 ปี แต่ก่อนที่ดินตรงนี้ปลูกสร้างบ้านแฝด เป็นกระต๊อบโบราณหลังเล็ก ๆ ต่อมานางหนูเสียชีวิต จึงได้รื้อถอนบ้านออกไปแล้ว และไม่มีแม้กระทั่งหลักฐานในทะเบียนของทางราชการ พอลูกหลานมาเล่าให้ฟังว่าบ้านเลขที่นี้ถูกจดทะเบียนเป็นบริษัทจำหน่ายเครื่องเขียนและสิ่งพิมพ์ แถมถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง มีเรื่องร้องเรียนที่ จ.นครพนม ก็รู้สึกตกใจมาก

สำหรับความช่วยเหลือเบื้องต้น ทางผู้ว่าราชการ จ.นครพนม รวมถึงยุติธรรมจังหวัดนครพนม ได้จัดหาทนายความ และนำเงินจากกองทุนยุติธรรมให้ความช่วยเหลือด้านคดีความที่คุณยายนุ้ยถูกฟ้องร้อง เพื่อให้พ้นจากความผิด เพราะจากการสอบเบื้องต้นพบสองตายายเป็นผู้ไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพที่จะมีรายได้จำนวนมากมาเสียภาษี ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบเอาผิดกับบุคคลที่เข้าข่ายหลอกลวง นำเอกสารไปดำเนินการแทน เชื่อว่าทำเป็นขบวนการ และมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ชาวบ้านต้องระวัง อย่าไว้ใจให้คนอื่นนำเอกสารไปกระทำการต่าง ๆ แทน จนอาจถูกมิจฉาชีพนำไปสวมสิทธิ์ ทำนิติกรรมอำพราง ภายในสัปดาห์นี้จะมีการสรุปคำให้การส่งไปยังศาลภาษีอากรกลาง เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด

ด้าน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า สำหรับการจดทะเบียนธุรกิจตามกฎหมาย แสดงหลักฐานแค่สำเนาบัตรประชาชน 3 คนที่เป็นกรรมการ ก็สามารถจดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลได้แล้ว แต่ยืนยันว่าในการจดทะเบียนต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริงเท่านั้น แม้จะเป็นการมอบอำนาจก็ตาม

ในกรณีคุณยายนุ้ย หากมีการนำสำเนาบัตรประชาชนที่มีลายเซ็นถูกต้องมา ก็ถือว่าผู้มอบอำนาจรับรู้เช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้เจ้าของเอกสารสำคัญก็ต้องระวัง ส่วนการตรวจสอบว่าบริษัทใดเปิดทำธุรกิจจริงหรือไม่นั้น ที่ผ่านมาจะเข้าตรวจสอบก็ต่อเมื่อมีผู้มาร้องเรียนเท่านั้น

ล่าสุด อธิบดีกรมสรรพากร ได้ชี้แจงว่าจากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า นางนุ้ย พรมราช ถูกสวมสิทธิ์นำมาจดทะเบียนตั้งบริษัทจริง ส่วนบริษัท รุ่งรุจี ซัพพลาย จำกัด นั้น มีการตรวจสอบพบจดทะเบียน แต่ไม่ได้ดำเนินกิจการใด ๆ พอถูกเรียกเก็บภาษีก็ย้ายจากกรุงเทพฯ ไป จ.นครนายก ส่วนรายได้มีแจ้งไว้ ก็ไม่มีการซื้อ-ขายดำเนินกิจการจริง และถือเป็นบริษัทล้มละลาย ส่วนจะตั้งมาเพื่อสาเหตุใด เพื่อหลอกลวงใครหรือไม่นั้น เป็นเรื่องคดีที่ต้องสืบสวนต่อไป ส่วนกรณี นางนุ้ย ก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีที่เรียกเก็บย้อนหลังตามที่ถูกฟ้องร้อง

ก็ถือว่าเป็นคำตอบที่ชัดเจน แต่ก็ถือเป็นกรณีศึกษาที่ให้อุทาหรณ์แก่หลาย ๆ ฝ่าย โดยเฉพาะผู้เสียหายที่เป็นชาวบ้านตาดำ ๆ ที่ขาดความรู้ จนอาจตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพโดยไม่รู้ตัว

Tag : เจาะประเด็นสเปเชียล เจาะประเด็นเด็ด ยายถูกฟ้องหนี้ภาษี 11 ล้าน หนี้ภาษี เบี้ยวจ่ายเงินค่าภาษี