รายงานพิเศษ : PPP รูปแบบการลงทุนที่คุ้มค่าของรัฐ

วันที่ 16 พ.ค. 2561 เวลา 16:00 น.

Views

ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รัฐเร่งเครื่องการลงทุนขนาดใหญ่ หรือ เมกะโปรเจกต์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รวมถึง โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้ดีขึ้น และโครงการส่วนใหญ่จะเป็นด้านคมนาคมขนส่ง

การลงทุนเมกะโปรเจกต์ ต้องใช้เงินลงทุนที่ค่อนข้างสูง อย่าง ในปีนี้ ตามแผนปฏิบัติการเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคม มีเมกะโปรเจกต์ที่ต้องเร่งทำ44 โครงการ วงเงินกว่า 2,020,000 ล้านบาทแล้ว โดย 23 โครงการจะเริ่มประมูลและก่อสร้าง ส่วนอีก 21 โครงการรอเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ทั้งหมดจะเกิดขึ้นในปีนี้

แผนปฏิบัติการเร่งด่วน มีหมดทั้งการลงทุนทางถนน ทางราง ทางน้ำและอากาศ แต่ละโครงการมูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องดึงเอกชนมาร่วมลงทุน หรือ ที่เรียกว่า PPP (Public Private Partnership) เพื่อรัฐจะได้ไม่ต้องกู้เอง เพิ่มหนี้สาธารณะรวมทั้งไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการลงทุนฝ่ายเดียว

แต่กว่า เอกชนจะมาร่วมลงทุนได้นั้น PPP ต้องใช้เวลามากใน การเตรียมโครงการ ร่างระเบียบสัญญาให้รอบคอบ ทำให้กว่าจะเปิดประมูลได้ ใช้เวลาถึง 2 ปี รัฐจึงต้อง ย่นเวลา ด้วยมาตรการเร่งรัดร่วมลงทุน หรือ "PPP Fast Track" ลดเวลากระบวนการทั้งหมดให้แล้วเสร็จพร้อมเปิดประมูลใน 9 เดือน

อย่าง โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก ช่วงตลิ่งชัน – ศูนย์วัฒนธรรม มูลค่าการลงทุนมหาศาลกว่า  190,000 ล้านบาท หนึ่งในโครงการตามแผนปฏิบัติการเร่งด่วน ก็ใช้แผนร่วมทุนแบบ PPP Fast Track คาดว่าปลายปีนี้เปิดให้เอกชนร่วมประกวดราคาได้ตามแผน เพราะขณะนี้ รัฐเจ้าของโครงการ อย่าง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. กำลังเร่งพิจารณาระเบียบโครงการ และแผนร่วมทุนเอกชน  มีการประเมินจำนวนผู้โดยสาร สมมติฐานด้านการเงิน และความเสี่ยงแล้ว ทั้งที่โครงการเพิ่งผ่านการอนุมัติจาก คณะกรรมการ PPP เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา  และคาดว่าใช้เวลาไม่นาน  เดือนสิงหาคม ครม.จะเห็นชอบและเปิด ให้เอกชนร่วมประกวดราคาได้ทันที  และทำให้เปิดใช้ในปี 2558 ตามกำหนด แก้ปัญหาความแออัด และการจราจรหนาแน่น ในพื้นที่ดังกล่าวได้

แต่การร่วมทุนแบบ PPP ไม่ใช่จะใช้ได้กับเมกะโปรเจกต์ทุกโครงการ เพราะการร่วมทุนแบบนี้ ต้องแบ่งปันผลตอบแทน และความเสี่ยงร่วมกันดังนั้นหากได้ไม่คุ้มค่าความเสี่ยง ก็จะไม่มีเอกชนสนใจร่วมลงทุน 

การลงทุน PPP ให้คุ้มค่าจึงควรระบุลักษณะรูปแบบความเสี่ยงที่รัฐ และเอกชนจะแบ่งรับกันไป รวมถึงต้องคำนึงภาระด้านการเงินในอนาคตที่จะเกิดขึ้น หากการลงทุนไม่คุ้มค่าเหมือนที่คาดไว้ เพื่อที่รัฐจะได้ไม่ต้องเสียค่าโง่ ส่วนประชาชนจะได้ไม่ต้องแบกรับภาระค่าบริการ เหมือนที่ผ่านๆมา

ผลลัพธ์ความสำเร็จของโครงการร่วมทุนแบบ PPP นั้น รัฐต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าได้ ประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้จริง และประชาชนได้ใช้บริการสาธารณะ คุ้มค่ากับเงินภาษีที่จ่ายไป

Tag : เกาะติดข่าวดัง