สั่งย้ายเจ้าหน้าที่ DSI กรณี โพสต์ข้อความค้นวัดดัง

วันที่ 12 มิ.ย. 2561 เวลา 00:53 น.

Views

มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับวงการสงฆ์ที่เกิดขึ้นวานนี้พอสมควรทั้งเรื่องการแต่งตั้งผู้ที่ไปรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ การจี้แจงถึงสาเหตุที่ผู้อำนวยการ พศ. ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการ พศ. จังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งกระแสข่าวที่จะมีการเข้าตรวจค้นวัดดังในกรุงเทพมหานคร

หลังจากมีกระแสข่าวว่า ตำรวจเตรียมเข้าตรวจค้นวัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร ที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัด เนื่องจากวัดได้รับงบประมาณอุดหนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม 10 ล้านบาท เป็นงบอุดหนุนเหมือนของวัดสามพระยาวรวิหารและวัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร เป็นงบประมาณจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือ พศ. จึงทำให้มีสื่อมวลชนไปเฝ้ารอ แต่ก็ไม่มีการตรวจค้นตามที่เป็นรายงานข่าวแต่อย่างใด

เมื่อสอบถามลูกศิษย์วัดถึงกระแสข่าวที่เกิดขึ้น มองว่า วัดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัด เชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของพระภิกษุสงฆ์ในวัด และก็ไม่มีความกังวลใดๆ

ขณะที่ก็มีการประชุมมหาเถรสมาคม หรือ มส. วาระปกติ ซึ่งสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นองค์ประธานโดยมีพันตำรวจโทพงศ์พร พราหมเสน่ห์  ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. เข้าร่วมการประชุม

หลังการประชุม นายณรงค์ ทรงอารมณ์ และนายสิปป์บวร แก้วงาม ในฐานะโฆษก พศ. ร่วมกันแถลงว่า ที่ประชุม มส. มีมติให้พระเทพรัตนมุนี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ดำรงตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร แทนอดีตพระพรหมสิทธิที่ถูกดำเนินคดีก่อนหน้านี้

ส่วนกรณีที่ผู้อำนวยการ พศ. มีหนังสือบันทึกข้อความไปถึงผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด หรือ พศจ.ทั่วประเทศ หนังสือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อขอทราบแนวทางปฏิบัติได้จริง หลักการคือ ภิกษุสงฆ์ไม่ต้องมาถือเงิน แต่ผ่านบัญชีส่วนกลาง เพื่อให้วัดที่ยังไม่ได้ดำเนินการ นำไปพิจารณาปรับใช้ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัย  เพื่อที่ พศ. จะนำมาเป็นวัดตัวอย่างในการปฏิบัติ

ส่วนกรณีของ นายพิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ที่ออกมาโพสต์ว่าจะมีการจับกุมเจ้าอาวาสวัดดัง 4 แห่งในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน จนถูกตำรวจกองปราบปรามเรียกไปสอบปากคำถึงข่าวที่โพสต์ว่านำมาจากที่ใด ก่อนปล่อยตัวไปโดยไม่ดำเนินคดี ล่าสุดเจ้าตัวออกมาโพสต์ข้อความยอมรับว่า เป็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อนจากการติดตามข่าวจากสื่อสารมวลชน

แต่ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้น ทำให้ DSI มีคำสั่งให้นายพิสิฐชัยพ้นจากกองคดีภาษีอากร ไปปฏิบัติงานที่สำนักงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ โดยมีผลทันที ทั้งนี้มีรายงานว่า DSI จะเป็นผู้แจ้งความเอาผิดกรณีที่เกิดขึ้นเอง และเตรียมนำตัวนายพิสิฐชัย ไปแจ้งความดำเนินคดีกับตำรวจกองปราบปรามเอง ในข้อหากระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ

ขณะที่ พลตำรวจตรีกมล เหรียญราชา ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ หรือ ปปป. ปฏิเสธให้รายละเอียดเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้น ระบุเพียงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มาจากสำนวนคดีของ ปปป. และไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ DSI คนดังกล่าวนำข้อมูลมาจากที่ใด และก็ไม่จำเป็นต้องเรียกเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวมาสอบสวน

ส่วนการสอบสวนขยายผล คดีทุจริตเงินทอนวัดล็อตที่ 4 ขณะนี้คณะทำงานยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ เนื่องจาก พศ. ยังไม่เข้ามาแจ้งความร้องทุกข์เอาผิดแต่อย่างใด

สำหรับการติดตามตัวอดีตพระพรหมเมธี ที่ขอลี้ภัยที่ประเทศเยอรมนีและทางการไทยขอให้ทางการเยอรมนีพิจารณาส่งตัวใน 3 วัน ล่าสุดมีรายงานว่า ทางการเยอรมนียังไม่ส่งตัวให้กับทางการไทยในเวลาที่กำหนด โดยอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบเอกสารและสถานะที่แท้จริงของอดีตพระพรหมเมธี ที่ทางการไทยนำไปส่งให้ ทั้งนี้หากทราบผลการพิจารณาแล้วทางการเยอรมันจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง โดยอาจใช้ช่องทางประสานงานผ่านทางการทูต หรือช่องทางตำรวจสากล