สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง 7 คน และประเด็นอื่นๆ

วันที่ 13 ก.ค. 2561 เวลา 01:11 น.

Views

การลงมติลับเพื่อให้ความเห็นชอบว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ทั้ง 7 คน ที่มาจากการสรรหา 5 คน และมาจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาอีก 2 คน หลังตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งปรากฏว่ามีผู้ได้คะแนนผ่านความเห็นชอบ 5 คนเท่านั้น และไม่ได้รับความเห็นชอบ 2 คน คือ นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า และ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล

ทั้งนี้ผู้ได้รับความเห็นชอบทั้ง 5 คน ต้องลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ภายใน 26 กรกฎาคม จากนั้นจะประชุมครั้งแรกเพื่อเลือกประธาน กกต. เพื่อให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม โดยไม่ต้องรอสรรหาอีก 2 ตำแหน่ง ที่ต้องสรรหาใหม่ภายใน 90 วัน   

แต่มีเงื่อนไขว่าภายในวันที่ 26 กรกฎาคม ถ้าคนใดคนหนึ่งไม่แสดงหลักฐานการลาออกจากตำแหน่งได้ครบถ้วน จะขาดคุณสมบัติทันที และไม่สามารถนัดประชุมเลือกประธาน กกต. รวมถึงเริ่มกระบวนการทูลเกล้าทูลกระหม่อมไม่ได้ด้วย เนื่องจากมี กกต.ไม่ถึง 5 คน 

ทันทีที่ สนช.ลงมติเช่นนี้ ก็เกิดปฏิกิริยาจากหลายฝ่าย ทั้งผลของกระบวนการได้มาซึ่ง กกต.ที่ทำถึง 2 ครั้ง ก็ยังไม่ได้ กกต.ครบทั้ง 7 คน และที่สำคัญกระบวนการสรรหาใหม่ เพราะมีเสียงวิจารณ์กับข้อเสนอใช้วิธีทาบทามแทน

ประเด็นกระบวนการและขั้นตอนการสรรหานั้น มีเสียงร้องถามความรับผิดชอบไปถึงกรรมการสรรหา โดยอดีต กกต. สมชัย ศรีสุทธิยากร เปิดฉากโพสเฟซบุ๊ก ถึงผลการลงมติที่ไม่เห็นชอบว่าที่ กกต. 2 คน และต้องดำเนินการสรรหาใหม่ ที่เขาคาดว่าต้องใช้เวลา 5-6 เดือน ซึ่งเมื่อรวมกับการคว่ำ 7 ว่าที่ กกต.ครั้งที่แล้ว อดีต กกต.สมชัย บอกว่าใช้เวลาเป็นปี ใช้งบประมาณไม่น้อยคณะกรรมการสรรหาควรรับผิดชอบอย่างไร

ส่วนการสรรหาใหม่โดยตามวิธีของ อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือ กรธ. เสนอให้ทาบทามแทนนั้น เรื่องนี้ประธาน สนช. ท่านพรเพชร วิชิตชลชัย ในฐานะกรรมการสรรหา บอกว่าขึ้นอยู่กับที่ประชุมกรรมการสรรหาที่มีเวลา 90 วัน

วิธีนี้หลายฝ่ายไม่เห็นด้วย เช่น คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่กังวลว่าหากใช้วิธีทาบทามสังคมจะเคลือบแคลงการทำหน้าที่ เปรียบกับการแข่งกีฬา เมื่อนักกีฬาไม่เชื่อถือในกรรมการแล้วการแข่งขันอาจไม่ราบรื่น ถึงกรรมการจะทำหน้าที่ได้ดีก็ตาม แต่มันก็จะดีน้อยลงเพราะความเชื่อถือในความเป็นกลางลดลง

ส่วนท่านรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย นายวิษณุ เครืองาม ก็ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ค่อนข้างล่อแหลม ควรใช้วิธีสรรหาตามกระบวนการเดิม สรรหาเท่าที่ขาดไปเท่านั้น โดยระหว่างนี้ให้ว่าที่ กกต.ใหม่  5 คน สานต่องานจาก กกต.ชุดเดิม โดยเฉพาะการจัดการเลือกตั้งได้เลย

การลงพื้นที่ ครม.สัญจร ภาคอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี และอำนาจเจริญ 23-24 กรกฎาคมนี้ ซึ่งล่าสุดถูกจับตาว่าจะเป็นการปลุกกระแสดูด สส.อีสาน อีกหรือไม่ เพราะภาคอีสาน เป็นฐานเสียงสำคัญที่ใครคุมได้เป็นรัฐบาลทันที

โดยรองนายกฯ วิษณุ เครืองาม ยืนยันไม่มีนัยยะทางการเมือง เพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะประชุม ครม.สัญจรเป็นปี เดิมกำหนดไปเชียงราย แต่เมื่อเกิดเหตุถ้ำหลวงฯ จึงขยับเป็นพื้นที่ถัดไป คือ อุบลราชธานี อำนาจเจริญแทน

และไม่มีเรื่องดูดอดีต สส. โดยท่านบอกทำไมต้องไปดูดกันถึงสถานที่เกิดเหตุ อยากดูดก็ไปดูดกันที่อื่น นี่ไปทำภารกิจราชการมีหัวข้อญัตติชัดเจนไม่ได้ดูดอะไรทั้งนั้น 
   
เช่นเดียวกับท่านรองนายกฯ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ยืนยันไม่มีดูดอดีต สส.มาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทั้งในรูปของเงิน หรือเรื่องคดีตามที่กล่าวหากัน นั่นเพราะ 1. ท่านนายกฯ บอกแล้วไม่มีดูด และ 2.
สำคัญที่สุด คือ กระบวนการยุติธรรมไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยวได้