นายกรัฐมนตรี ยืนยันลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนไม่ใช่การไปหาเสียง

วันที่ 14 ก.ค. 2561 เวลา 01:13 น.

Views

เป็นคำอธิบายของนายกรัฐมนตรี จากศรีลังกาข้ามประเทศมาเมืองไทย ว่าในการลงพื้นที่ และประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือที่เรียกว่า ครม.สัญจร ครั้งที่  5 ที่จังหวัดอำนาจเจริญ และอุบลราชธานี หัวเมืองใหญ่ภาคอีสาน ฐานเสียงสำคัญของ 2 พรรคการเมือง คือพรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันไม่ใช่การไปหาเสียง หรือ มีนัยยะทางการเมืองอย่างที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ เพราะก็ลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจรก็เดินทางไปหลายจังหวัด และเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อไปช่วยเหลือประชาชน เพราะทุกจังหวัดต่างมีโครงการสำคัญๆ ที่ต้องเร่งพัฒนา ต้องดำเนินการทันทีหรือหากต้องปรับแผน ก็จะได้พิจารณาให้เกิดความรวดเร็ว

ท่านนายกฯ บอกว่าการทำงานของท่าน คือ การลงพื้นที่ ไม่ใช่ทำงานอยู่บนหอคอยงาช้าง และไม่จำเป็นต้องทำเพื่อใคร หรือ เพื่อพรรคการเมืองใดด้วย

อีกท่านที่ถูกพาดพิงเต็มๆ ว่าอยู่เบื้องหลังพรรคใหม่ไฟแรงพลังดูด พรรคพลังประชารัฐ ท่านรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ วันนี้ก็ยืนยันการลงพื้นที่ก็เยี่ยมเยียนประชาชนไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แล้วที่ว่าจะมีอดีต สส. มาเตรียมต้อนรับ และนำเสนอโครงการต่างๆ นั้น ก็เป็นเหมือนที่ผ่านมา ที่มาสะท้อนปัญหาและขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเท่านั้น

ท่านบอกด้วยว่า ถ้าพรรคการเมืองคิดแต่การเมือง ก็คงไม่ได้คุยกัน เพราะการลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นเรื่องของรัฐบาล และท่านนายกฯ ไม่ได้เกี่ยวกับการเมือง

และช่วงนี้ยังมีความเคลื่อนไหวแบบคู่ขนานของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่แปลงมาจากกลุ่ม กปปส. ท่ามกลางคำถามจากพรรคเก่าว่า เคลื่อนไหวแบบนี้ก็ได้เหรอ และเมื่อ คสช.ออกมาปรามว่าห้ามเดินสาย พรรคนี้เลยไลฟ์สดเฟซบุ๊คแทน

เป็นไลฟ์ผ่านเฟซบุ๊กแบบรายวันของ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่พูดถึงความคืบหน้าการจัดตั้งพรรคว่า  ขณะนี้มีผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันกว่า 400 คนแล้ว และมั่นใจภายในเดือนนี้จะมีเกิน 500 คน ร่วมก่อตั้งพรรค จากนั้นจะประชุมผู้ร่วมจัดตั้งพรรคในเดือนสิงหาคม เพื่อเลือกกรรมการบริหารชุดแรก ก่อนเดินสายรณรงค์ให้ประชาชนร่วมเป็นเจ้าของหรือสมาชิกพรรค

คุณสุเทพยังขอให้แต่ละคนเสียสละคนละ 1 บาทต่อวัน ก็คิดให้เสร็จสรรพว่าปีละ 365 บาท เมื่อรวมกับเงินผู้ก่อตั้งพรรคช่วยเสียสละคนละ 50,000 บาท ก็จะได้ทุนสำหรับพรรค ดำเนินงานการเมืองได้แล้ว

เรื่องนี้ถูกมองด้วยสายตาที่กังขา จากพรรคเก่าอย่างประชาธิปัตย์ เพราะพรรคเดิมยังถูกล็อกด้วยคำสั่ง คสช.หลายฉบับ ทำให้ขยับไม่ได้ โดยเฉพาะการหาสมาชิก การประชุมพรรค เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ต้องรอการคลายล็อก ปลดล็อกจาก คสช.อย่างเดียว ซึ่งอาจเป็นช่วงหลังเดือนกันยายนไปแล้ว