ศาลให้ประกันตัวพี่สาวบูม คดีร่วมกันฟอกเงิน

วันที่ 15 ส.ค. 2561 เวลา 19:13 น.

Views

พ.ต.ท. กำธร นิยม พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ควบคุมตัว น.ส. สุพิชฌาย์ จารวิจิต อายุ 27 ปี พี่สาว นายจิรัชพิสิษฐ์ จารวิจิต หรือ บูม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา คดีร่วมกันฟอกเงิน หลอกลงทุน เงินสกุลดิจิตอล หรือ บิทคอยน์ มูลค่ากว่า 700 ล้านบาท มายื่นคำร้อง ขอฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 - 26 ส.ค. 61

เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานบุคคล ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมอีก 10 ปาก และรอเอกสารทางการเงิน ของพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง กับรอผลการตรวจสอบประวัติลายพิมพ์นิ้วมือ จาก สตช. โดยท้ายคำร้องพนักงานสอบสวน ได้ขอคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา เพราะเกรงว่าจะหลบหนี และเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

โดยคำร้องฝากขังระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ช่วงเวลา 09.00 น.เจ้าหน้าที่จับกุมตัวผู้ต้องหาได้ ซึ่งรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับหมายจับ ต่อมาพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้รับตัวผู้ต้องหาไว้ควบคุมวันเดียวกันนี้ เมื่อเวลา 14.00 น. ซึ่งพฤติการณ์กลุ่มผู้ต้องหานั้น สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา นายอาร์นี ออตตาวา ซาอ์ริมาอ์ ชาวฟินแลนด์ ซึ่งประกอบธุรกิจซื้อ – ขาย แลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิตอล ได้ประสานเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ นายปริญญา จารวิจิต พี่ชายของผู้ต้องหา กับพวก

กรณีที่ได้ร่วมกันหลอกลวง เอาเงินของนายอาร์นีไปโดยทุจริต จำนวน 797,408,454.33 บาท โดยกลุ่มของพี่ชายผู้ต้องหา ได้หลอกลวงผู้เสียหาย ตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย.60 ชักชวนให้ มาร่วมลงทุน ซื้อหุ้น บริษัท เอ็กซ์เปย์ ซอร์ฟแวร์ จำกัด โดยให้โอนเหรียญบิทคอยน์  ไปยังกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E- Wallet จำนวน 1,259.13 เหรียญบิท เป็นเงินมูลค่า 92,692,200 บาท , ลงทุนซื้อสกุลเงินดิจิตอล dragon coin หรือ DRG เป็นเงิน 400 ล้านดอลล่าร์ฮ่องกง

โดยโอนเงินบิทคอยน์ เข้ากระเป๋าเงิน E- Wallet ของนายปริญญากับพวก รวม 2,958.75948993 เหรียญบิท คิดเป็นมูลค่าเสียหาย 440,007,281.33 บาท และการซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย จำนวน 1,355.55701963 เหรียญบิท คิดเป็นมูลค่า 264,780,973 บาท
แต่หลังจากนั้น นายปริญญา พี่ชายผู้ต้องหากับพวก ได้นำเหรียญบิทคอย ที่ได้รับโอนจากผู้เสียหาย ทยอยขายออกไป แล้วถอนเงินออกจากกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ไปเข้าบัญชีธนาคารพาณิชย์ ของกลุ่มพี่ชายผู้ต้องหารวม 7 ราย ซึ่งพนักงานสอบสวน มีหนังสือรายงานความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ไปยังเลขาธิการสำนักงาน ปปง. ขอให้ตรวจสอบพิเคราะห์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงิน ของกลุ่มผู้ต้องหา ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีเหตุอันควรเชื่อว่า มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

กระทั่ง ปปง. สรุปรายงานแจ้งว่า นายปริญญา พี่ชายของผู้ต้องหา , นายจิรัชพิสิษฐ์ ผู้ต้องหาอีกราย ซึ่งเป็นน้องชาย และตัวผู้ต้องหา ได้รับเงินจากการกระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ” ซึ่งเป็นความผิดมูลฐาน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหา ได้โอนเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ไปมาระหว่างกันหลายครั้ง แล้วนำเงินไปเปลี่ยนสภาพทรัพย์สิน เพื่อซุกซ่อน หรือปกปิดแหล่งที่มา หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นฯ ในการทำผิด ซึ่งนายปริญญา พี่ชายของผู้ต้องหา และผู้ต้องหา ได้นำเงินนั้น ไปจดทะเบียนซื้อฝาก – ขายที่ดิน รวม 14 แปลง มูลค่ากว่า 176,220,000 บาท

โดยชั้นจับกุม และชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ภายหลังศาลพิจารณาคำร้อง และสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

ขณะที่ทนายความ ของ น.ส.สุพิชฌาย์ ผู้ต้องหา ได้ยื่นหลักทรัพย์ เป็นเงินสด จำนวน 2 ล้านบาท ขอปล่อยชั่วคราวชั้นฝากขัง ซึ่งศาลพิจารณาคำร้องขอประกันตัวดังกล่าว ก็อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาไประหว่างการฝากขัง พร้อมกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

Tag : พี่สาวบูม บูม จิรัชพิสิษฐ์ ฟอกเงินบิทคอยน์