ผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะ -รถเมล์โวยรัฐ

วันที่ 25 ก.ย. 2561 เวลา 01:13 น.

Views

ช่วงเช้า นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย พร้อมด้วยผู้ประกอบการรถตู้จำนวนหนึ่ง ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยเหลือผู้ประกอบการรถตู้โดยสารสาธารณะ เนื่องจากเห็นว่า นโยบายการเปลี่ยนรถตู้โดยสารเป็นรถมินิบัส สร้างความเดือดร้อนให้ผู้ประกอบการรถตู้สาธารณะภายในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดกว่า 1,800 คัน และอาจต้องหยุดให้บริการในเดือนตุลาคมนี้ โดยขอให้รัฐบาลยืดอายุเดินรถต่อไปอีก 2-5 ปี โดยมีข้อแม้ว่า รถจะต้องผ่านการตรวจสภาพใช้งานเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ พร้อมอ้างอิงงานวิจัยของอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ระบุว่า รถตู้สามารถใช้งานได้ถึง 15 ปี

จากนั้นในช่วงบ่าย ก็ได้มีการเรียกผู้ประกอบการรถตู้โดยสาร เข้าหารือกับคณะกรรมการจัดระเบียบรถตู้ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. รวมทั้งผู้ถือสัญญาสัปทานสัมปทานเดินรถ ซึ่งได้แก่ บริษัทขนส่ง หรือ บขส. ซึ่งที่ประชุม ยืนยัน จะเสริมรถโดยสารในทุกเส้นทางที่รถตู้หยุดวิ่งให้บริการ พร้อมย้ำ ห้ามรถตู้โดยสารที่มีอายุ เกิน 10 ปีวิ่งให้บริการ หากพบจะแจ้งถอนรถคันนั้นออกจากบัญชี ซึ่งถือว่า สัญญาร่วมเดินรถได้สิ้นสุดลง

นอกจากนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่คุมเข้มตรวจสอบการลักลอบนำรถหมดอายุมาวิ่งให้บริการด้วย ซึ่งปัจจุบันจำนวนรถตู้โดยสารที่ให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล มี 4,574 คัน และจะปลดระวางประมาณ 900 คันภายในปีนี้ ส่วนปีหน้าจะปลดระวางอีก 800 คัน และเพิ่มเป็น กว่า 1,300 คันในปี 2563 ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมรถเมล์ ขสมก. รถเมล์ร่วมบรนิการร่วมบริการ และรถไฟฟ้าไว้ให้ประชาชนแล้ว

ด้านสหภาพ ขสมก. จะไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ชะลอแผนปรับโครงสร้าง ขสมก.ออกไปก่อน จนกว่าจะจัดหารถเมล์คันใหม่ และติดตั้งระบบ E-Ticket เสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากเกรงว่า พนักงานหลายพันคนจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากแผนดังกล่าว ระบุชัดจะปรับลดการจ้างพนักงาน โดยเฉพาะกระเป๋ารถเมล์ ประมาณ 5,000 คน

เช่นเดียวกับ สหภาพการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ก็จะเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ย.61) เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้รับทราบปัญหา หลังศาลปกครองสูงสุด พิพากษาให้ กทพ.จ่ายค่าชดเชยรายได้ ให้บริษัททางด่วนกรุงเทพฯ เหนือ เป็นวงเงินรวม 1,800 ล้านบาท โดยชี้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นภาระของรัฐบาลที่ต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายดังกล่าว