องค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความพระเถระชั้นผู้ใหญ่ถูกกล่าวหากระทำความผิด

วันที่ 19 มิ.ย. 2561 เวลา 00:59 น.

Views

พระสงฆ์ในนามองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักสงฆ์คลองแอนด์ธัมมิการาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นำโดย พระมหาบุญถึง พลบุญโญ เข้ายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ตีความ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 มาตรา 29 และ 30 ที่ให้อำนาจพนักงานสอบสวน ดำเนินการให้พระภิกษุสงฆ์ที่ต้องคดีอาญาสละสมณเพศได้
             
ตามรัฐธรรมนูญให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลย ยังไม่มีความผิด จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ถึงที่สุด และก่อนมีคำพิพากษา จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้น เสมือนผู้กระทำความผิดไม่ได้ การควบคุมหรือ คุมขังผู้ต้องหา หรือจำเลย ให้กระทำได้ เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันการหลบหนี ซึ่งการสละสมณเพศ หรือการสึก เป็นการลงโทษสำหรับพระภิกษุ หรือสามเณร ผู้กระทำความผิด ที่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว
                  
ภายหลังจากยื่นหนังสือ ที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว พระสงฆ์ได้เดินทางไปที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ตีความกฎหมาย ในประเด็นนี้ แล้วส่งเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง
             
ความเห็นของ พลเอกประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง  เรื่องการเผยแพร่ข้อมูลว่าพระสงฆ์  สามเณรหลายจังหวัดพร้อมเดินทางมารวมตัวกันที่พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม กว่า 15,600 รูป ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ เพื่อคัดค้านการจับกุมพระชั้นผู้ใหญ่  เชื่อว่าไม่เป็นไปตามข่าวลือเช่นนี้เพราะองค์กรพระสงฆ์ ยืนยันว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวในประเด็นนี้  พระรูปใดมีความผิดก็ต้องถูกดำเนินคดี
             
ส่วนประเด็นที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังไม่สามารถนำอดีตพระพรหมเมธี ที่หลบหนีและขอลี้ภัยกับทางการเยอรมันต้องใช้ระยะเวลา และต้องเป็นไปตามขั้นตอนของทางการเยอรมัน จึงต้องปล่อยให้ตำรวจดำเนินการต่อไป อีกทั้งไม่ควรนำกรณีนี้ มาเป็นแบบอย่างในการหลบหนีด้วย 
              
พลตำรวจตรีไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการปราบปราม กล่าวถึงกรณีที่มีผู้อ้างตัวเป็นสำนักข่าวชินบัญชร ออกมาโพสต์ข้อความที่ไม่เป็นจริง ปลุกปั่นให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก ทั้งการปล่อยข่าวการจับกุมพระเถระ และเจ้าคณะจังหวัดไว้ที่ค่ายทหารทุกจังหวัด และประกาศใช้มาตรา 44 ให้พระสงฆ์สามเณร งดออกจากวัดเพื่อปฏิรูปสงฆ์  ว่าขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เพื่อเอาผิดตาม พ.ร.บ.ว่า
ด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ฐานนำเข้าข้อความอันเป็นเท็จสู่ระบบกลุ่มคนหรือเพจเฟซบุ๊กที่สร้างข่าวลือในลักษณะนี้ โดยจะประสานให้ตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตรวจสอบต้นทางการสร้างข่าวลือ