รายงาน อังกาบหนู ความหวังผู้ป่วยมะเร็ง

วันที่ 22 ส.ค. 2561 เวลา 10:22 น.

Views

ผู้ป่วยมะเร็ง เริ่มมีความหวัง เมื่อพระครูพิพัฒน์สุตากร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์บน จังหวัดสุโขทัย ได้แจกจ่ายใบ และพันธุ์ของต้นอังกาบหนู ให้กับชาวบ้าน โดยอ้างสรรพคุณ สามารถรักษาโรคมะเร็งได้ ส่งผลให้ผู้ป่วย และญาติ เดินทางไปเก็บ จนใบของต้นอังกาบที่มีกว่า 10 ต้นเหลือแต่ตอ

ทีมข่าวออนไลน์ ช่อง 7HD ลงสำรวจ ร้านจำหน่ายต้นไม้ ย่านตลาดจตุจักร ขณะนี้พบเพียงร้านเดียว ที่จำหน่ายต้นอังกาบหนู เพราะต้นทุนราคาสูง

ป้าพิศมัย พฤกเงิน แม่ค้าจำหน่ายต้นไม้ ตลาดนัดจตุจักร เล่าว่า เดิมทีคนจะซื้อต้นอังกาบหนู ไปเป็นไม้ประดับ ปลูกเป็นรั้วรอบหน้า เพราะมีดอกสีขาวสวยงาม จำหน่ายต้นละ 80 - 100 บาท แล้วแต่ขนาดกิ่งปักชำ

แต่เมื่อมีข่าวว่า ใบของต้นอังกาบหนู สามารถรักษามะเร็งให้หายได้ ทำให้ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีลูกค้ามาหาซื้อ เพื่อนำไปปลูกจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาพุ่งสูงหลายเท่าตัว โดยต้นชำปักกิ่ง ขายที่ 300 - 400 บาท ส่วนราคาต้นกล้า ที่ไม่เคยนำมาจำหน่าย ก็นำมาขายในราคา 150 บาท

ขณะที่ผู้บริโภครายนี้ ตั้งใจมาตลาดนัดจตุจักร เพื่อหาต้นกล้าอังกาบหนูไปเพาะพันธุ์ ตามกระแสข่าวที่เชื่อว่า มีฤทธิ์รักษามะเร็ง และมีสรรพคุณทางยา ใช้ลดไข้ แก้อักเสบ จึงต้องการมีติดครัวเรือนไว้ เป็นสมุนไพรรักษาโรค

ด้าน นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า อังกาบหนู เป็นพืชสมุนไพร มีฤทธิ์เย็น ปลูกกระจายอยู่ทุกภูมิภาค ทั่วประเทศไทย ตามหลักแพทย์แผนไทย มีสรรพคุณ ช่วยลดไข้ รักษาแผลอักเสบ

ส่วนกรณีที่มีชาวบ้าน นำใบอังกาบหนูมาต้มน้ำดื่ม เพราะเชื่อว่ารักษามะเร็งหายนั้น ปัจจุบัน ยังไม่มีงานวิจัยรองรับ ว่าอังกาบหนู สามารถรักษามะเร็งได้จริง

ทั้งนี้ การนำสมุนไพร มาปรุงเป็นยาแผนไทยรักษาโรค ตามหลักจะใช้สมุนไพรหลายชนิด มาผสมเป็นตำรับยา แต่การที่ผู้ป่วย ใช้แค่ใบอังกาบหนูชนิดเดียว มาต้มน้ำดื่ม ทำให้สารเคมีในใบอังกาบหนูเป็นพิษ เกิดฤทธิ์เมาเบื่อ ในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันร่างกายต่ำ มีอาการมึนศรีษะ วิงเวียน เบื่ออาหาร เหมือนโดนยาพิษ

โดยพิษที่เกิดขึ้น มีผลต่อการทำลายเซลล์มะเร็ง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำร้ายเซลล์ร่างกายด้วย ซึ่งงานวิจัยของประเทศอินเดีย เคยใช้อังกาบหนู ทดลองในหนูเพศผู้ ติดต่อกันนาน 60 วัน พบว่า สารสกัดจากอังกาบหนู มีฤทธิ์รบกวนการสร้างสเปิร์ม ลดจำนวนสเปิร์ม และทำให้การเคลื่อนไหวของสเปิร์มลดลง มีผลต่อการสร้างสเปิร์ม ดังนั้น หากผู้บริโภค ดื่มน้ำจากใบอังกาบหนู ติดต่อกัน

ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย แนะผู้ป่วยมะเร็ง และประชาชน ที่อยากใช้สมุนไพรอังกาบหนู รักษาโรค สามารถทำได้ แต่ไม่ควรละทิ้งการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบัน และควรไปพบแพทย์แผนไทยพื้นฐาน ให้ปรุงตำรับยาสมุนไพรให้ เพื่อลดอันตราย และผลข้างเคียงจากการใช้ยาสมุนไพร

ส่วนประชาชน ที่ต้องการใช้ อังกาบหนูรักษาโรค ควรเริ่มจากการดื่มในปริมาณน้อยๆ 1 แก้วต่อวัน ติดต่อกันระยะ 7 – 10 วัน แล้วหยุดพัก 1 สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายได้พักฟื้นจากการใช้ยาสมุนไพร

ทั้งนี้ สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณานำสมุนไพร อังกาบหนู มาทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยทั้งงบประมาณ และการรวบรวมข้อมูล หากทุกอย่างสอดคล้องกับข้อมูลของปราชญ์ชาวบ้าน จำนวนผู้ป่วยที่กินแล้วหายขาดจากโรคมะเร็งมีมากกว่า 100 คน ก็สามารถนำข้อมูลมาทำการวิจัย เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้