กกต.ด่านหน้าประชาธิปไตย : ปักหมุดจุดประเด็น

วันที่ 15 ธ.ค. 2561 เวลา 18:31 น.

Views

หลักการสำคัญที่เป็นพื้นฐานของความเป็นประชาธิปไตย คือสิทธิเสรีภาพความเสมอภาค การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ดังนั้น ความก้าวหน้าและมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนตระหนักถึงหลักการขั้นพื้นฐานเหล่านี้ และได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดของประเทศ รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยดำเนินการผ่านกระบวนการต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการใช้สิทธิ์ของประชาชนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ สส. เพื่อไปทำหน้าที่แทนในการบริหารประเทศ ทั้งการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติออกกฎหมาย และฝ่ายบริหารพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า รวมทั้งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านต่างๆ ของประชาชน  

ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง สส.ครั้งแรก วันที่ 15 พฤศจิกายน 2476 กระทรวงมหาดไทยทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบจัดการเลือกตั้งมาโดยตลอด แต่เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) เป็นบุคคลที่มาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่สังกัดพรรคการเมือง อาจมีส่วนได้เสียกับการเลือกตั้ง หรือเกิดผลประโยชน์ขัดกัน (Conflict of Interest) ขึ้นได้ ซึ่งกระทบต่อข้าราชการในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องทำตามนโยบายของรัฐมนตรี

ดังนั้น ภายหลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 จึงมีแนวคิดให้ตรวจสอบการเลือกตั้ง รวมทั้งการต่อต้านการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และการใช้อิทธิพลเบี่ยงเบนผลการเลือกตั้งอย่างไม่สุจริต โดยสมัยรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี จึงมีองค์กรตรวจสอบการเลือกตั้งเกิดขึ้นครั้งแรก โดยรัฐบาลแต่งตั้ง "คณะกรรมการควบคุมการเลือกตั้ง" มีศาสตราจารย์กำธร พันธุลาภ เป็นประธาน ทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งวันที่ 4 เมษายน 2519  ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สุจริตและยุติธรรม

ขณะที่ภาคประชาชน โดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ดำเนินการคู่ขนานพร้อมกัน โดยจัดตั้ง "คณะกรรมการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง" โดยมีอาสาสมัคร จำนวน 5,500 คน ทำหน้าที่สังเกตการณ์การเลือกตั้งครั้งนั้นให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

/home/www/ch7/htdocs/files/images/src/2018/12/15/90Screen_Shot_2018-12-15_at_7.12.39_PM.png

หลังจากนั้น ในการเลือกตั้งทั่วปี 2529  มีการตั้ง "กลุ่มอาสาประชามติ" มีพลเอกสายหยุด เกิดผล เป็นประธาน จัดอาสาสมัครร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งในปีนั้น และการเลือกตั้งอีกหลายครั้งจนเป็นที่มาของการจัดตั้ง "องค์กรกลาง" สมัยนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้ง "องค์กรกลาง" มีนายเกษม สุวรรณกุล เป็นประธาน ทำหน้าที่สอดส่องดูแลการเลือกตั้งที่จัดโดยกระทรวง มหาดไทย วันที่ 13 กันยายน 2535

การทำหน้าที่ตอนนั้นขององค์กรกลางประสบความสำเร็จ เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายในสังคม จึงมีการพัฒนาให้จัดตั้งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ  เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและจัดการเลือกตั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ให้มีความบริสุทธิ์และยุติธรรม ปราศจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพื่อคัดกรองคนดีมีคุณธรรมเข้าสู่ระบบการเมือง ป้องกันไม่ให้คนซื้อเสียงได้เป็นตัวแทนประชาชน เข้ามาถอนทุนคืนจนกลายเป็นวงจรอุบาทว์

รัฐธรรมนูญปี 2540 มาตรา 136 จึงกำหนดให้มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่ควบคุมและจัดการเลือกตั้ง สส., สว., สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น รวมทั้งการจัดออกเสียงประชามติ โดยมีอำนาจควบคุม ออกระเบียบ ข้อกำหนดและวินิจฉัยชี้ขาด สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้เพี่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดแรกได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งวันที่ 27 พฤศจิกายน 2540 จากนั้นมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง วันที่ 9 มิถุนายน 2541 จึงได้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อทำหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด

โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดแรกมี 5 คน ภายใต้การนำของ นายธีรศักดิ์ กรรณสูต ประธานกรรมการการเลือกตั้ง มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบแต่ละด้านให้กรรมการ กกต.อีก 4 คน ตามความรู้ความเชี่ยวชาญแต่ละด้าน รูปแบบการทำงานคล้ายกับการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรม จึงได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนในสังคมไทย กระทั่งนิตยสาร Asiaweek ยังกล่าวชื่นชมว่า "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" เป็นองค์กรเพื่อการปฏิรูปการเมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย The best government reformer สำหรับปี ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543)

/home/www/ch7/htdocs/files/images/src/2018/12/15/8Screen_Shot_2018-12-15_at_7.10.54_PM.png

กกต.ชุดแรกทำงานได้ครึ่งวาระจนถึงวันที่ 26 พฤษภาคม 2544  ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด จึงพ้นจากตำแหน่ง จากนั้นมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการ กกต.ชุดที่ 2 ,ชุดที่ 3 ชุดที่ 4 ตามลำดับ และล่าสุดชุดที่ 5 ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเมื่อวันที่ 12  สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา มีนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. โดยถือเป็นประธาน กกต.คนแรก ที่ไม่ใช่มาจากสายศาล แต่เป็นนักกฎหมายที่เป็นอดีตนักการทูต เคยมีบทบาทสำคัญเป็นทีมงานของไทยต่อสู้คดีปราสาทเขาพระวิหารต่อศาลโลก เมื่อปี 2553

อดีตนักการทูตที่ต้องทำหน้าที่ประธาน กกต. ร่วมกับกรรมการ กกต.อีก 6 คน จัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใส บริสุทธิ์ และยุติธรรม ภายใต้กฎหมายใหม่หลายที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.2560) และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับที่เกี่ยวข้อง คือ พรป.กกต., พรป.พรรคการเมือง, พรป.การได้มาซึ่ง สว. และฉบับล่าสุด ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้วันที่ 11 ธันวาคม 2561 นี้คือ พรป.การเลือกตั้ง สส. โดยขั้นตอนหลังจากนี้ กกต. ต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง สส. ภายใน 150 วัน เริ่มนับหนึ่งจากวันที่ 11 ธันวาคม 2561 ถึง วันที่ 9 พฤษภาคม 2562

สำหรับอำนาจของ กกต.ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ถือว่า มีเพิ่มขึ้นมาก เช่น การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร หัวคะแนน และผู้เกี่ยวข้อง สั่งระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครไว้เป็นการชั่วคราวได้ (ไม่เกิน 1 ปี) กรณีพบการกระทำใดๆ ของบุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต

รวมทั้งให้อำนาจกรรมการ กกต.เพียงคนเดียว สามารถสั่งปิดหน่วยเลือกตั้งที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เกิดการทุจริตได้ และที่สำคัญนโยบายของพรรคการเมืองที่จะลงเลือกตั้ง ต้องผ่านการพิจารณาของ กกต. ว่าเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงจะนำไปใช้หาเสียงเลือกตั้งได้

/home/www/ch7/htdocs/files/images/src/2018/12/15/76Screen_Shot_2018-12-15_at_7.07.43_PM.png

นอกจากนี้ ระบบเลือกตั้งที่เปลี่ยนมาใช้ บัตรเลือกตั้งใบเดียว คือประชาชนเลือกทั้งคนและพรรค เพื่อใช้คำนวณ สส.ที่จะพึงมีทั้งประเทศ ทุกคะแนนจึงมีความหมาย จึงเกิดปรากฎการณ์อดีต สส.จำนวนมากย้ายพรรค และการแยกตัวของแกนนำพรรคไปตั้งพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อเก็บตกทุกคะแนน นี่จึงทำให้การเลือกตั้ง สส.ที่กำลังจะมาถึงถูกคาดหมายว่า จะเป็นการแข่งขันที่รุนแรงอย่างน่าจับตามองในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะมีทั้งการขับเคี่ยวของพรรคการเมืองใหญ่ 2 ขั้วพร้อมเครือข่าย กับขั้วการเมืองใหม่ที่มีเป้าหมายคือ การสานต่องานที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน และ คสช. ร่วมกันกำหนดทิศทางตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 

แต่ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง สส.ปีหน้า กกต.ต้องทำหน้าที่ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (พ.ศ. 2560) ดำเนินการขั้นตอนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. จำนวน 200 คน เสนอให้ คสช. เลือกเหลือ 50 คน เพื่อนำไปรวมกับที่ คสช. คัดเลือก 194 คน และอีก 6 เป็นโดยตำแหน่งมาจากผู้นำเหล่าทัพ โดย สว. 250 คนนี้ถือเป็นฐานกำลังหลักของขั้วการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ เพราะจะต้องร่วมทำหน้าที่ลงมติ (Vote) เลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา ตามบทเฉพาะกาลที่นำมาจากคำถามพ่วง ตอนที่คนไทยออกเสียงประชามติ รับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ 

ดังนั้น การที่ประธาน กกต.เป็นอดีตนักการทูต จึงถือเป็นผลดีต่อประเทศไทยในเวลานี้ เพราะต้องทำหน้าที่ประสานงานชี้แจงทำความเข้าใจกับนานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส.ของไทย ภายใต้สถานการณ์ที่ยังคงมีคำสั่ง คสช. เพื่อควบคุมความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพื่อสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นทั้งภายในและนอกประเทศ หลังจากประเทศไทยและคนไทยว่างเว้นการเลือกตั้ง สส. มาเกือบ 8 ปี นับตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2554 จากบทบาทหน้าที่สำคัญดังกล่าวนี้ จึงถือได้ว่า "กกต.คือ ด่านหน้าประชาธิปไตย" นั่นเอง

โดย : สมโภชน์  โตรักษา (คอลัมน์หมายเลข 7)
#ปักหมุดจุดประเด็น

Tag : ปักหมุดจุดประเด็น กกต สมโภชน์โตรักษา