จับประเด็นเป็นข่าว : ภาษีกับสุขภาพ

วันที่ 22 ธ.ค. 2561 เวลา 20:06 น.

Views

สำหรับการรณรงค์ให้คนไทยหันมารักสุขภาพนั้น ดูจะไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่ ทำให้รัฐบาลต้องมีการใช้มาตรการทางภาษีเข้ามาดูแลเรื่องนี้ควบคู่ไปด้วย ติดตามเรื่องนี้ใน "จับประเด็นเป็นข่าว" กับคุณศรีสุภางค์ ธรรมาวุธ

เรื่องของมาตรการทางภาษีที่จะเข้ามดูแลสุขภาพของประชาชน รัฐบาลเชื่อว่าการเรียกเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มที่ใส่น้ำตาลมาก จะช่วยให้คนไทยนั้นลดการทานหวาน และมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องใช้ให้ครอบคลุมอาหารทุกประเภทด้วย เพราะถ้าหากไม่ควบคุมแล้ว นอกจากจะไม่ช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น อาจจะไปส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจได้อีกด้วย

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมปีหน้า ใครที่ชอบดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล พวกน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ชาเขียว กาแฟ หรือชากระป๋อง ต้องจ่ายแพงขึ้น เพราะรัฐบาลได้เริ่มเก็บภาษีสรรพสามิตตามความหวานของเครื่องดื่ม ยิ่งหวานมาก ก็เสียภาษีมาก ราคาขายปลีกก็จะแพงขึ้นมาก

ภาษีสรรพสามิตที่จะเรียกเก็บตามความหวาน เริ่มตั้งแต่ 10 สตางค์-1 บาทต่อลิตร เช่น เครื่องดื่มชาเขียว มีน้ำตาลประมาณ 12 ช้อนชา หรือมีน้ำตาล 49 กรัมต่อขวด ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น 21 สตางค์

รัฐบาลคาดหวังว่า การใช้มาตรการภาษีจะช่วยให้คนไทยลดการบริโภคน้ำตาลลงได้ จากปัจจุบันคนไทยติดหวานมากขึ้น บริโภคน้ำตาลสูงถึง 28.4 ช้อนชาต่อวัน สูงกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้กินได้แค่วันละ 6 ช้อนชา เท่านั้น ทำให้คนไทยป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื่อรังมากขึ้น ทั้งโรคเบาหวาน หัวใจ ความดัน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น และยังพบว่าคนไทย 1 ใน 3 มีน้ำหนักเกิน และ 1 ใน 10 นั้นเป็นโรคอ้วนอีกด้วย

เครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ น้ำหวานยี่ห้อต่าง ๆ หรือแม้กระทั้ง ร้านกาแฟเล็ก ๆ ที่เปิดขายกันอยู่ทั่วไป ล้วนแล้วแต่เป็นกับดักทางธุรกิจ ที่ทำให้ผู้บริโภคทุกคนติดใจหลงไหลในรสชาติ ยิ่งกินก็ยิ่งติดหวานมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจประเภทนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว ปีนึงไม่ต่ำกว่า 5 % คิดเป็นมูลค่าการค้าสูงถึงปีละกว่า 2 แสนล้านบาท

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลประกาศใช้มาตรการภาษีมาเก็บเครื่องดื่มที่มีรสหวาน เสียงคัดค้าน การต่อรองของผู้ประกอบการจึงดังขึ้นทันที เพราะกลัวว่าจะกระทบต่อยอดขายสินค้า

การใช้มาตรการภาษีมาช่วยดูแลสุขภาพ หรือให้คนลดการบริโภคน้ำตาล ได้ถูกนำมาใช้หลายประเทศ ซึ่งต่อไปอาจจะมีการเสนอภาษีอาหารที่มีความเค็ม และอาหารที่มีไขมันมาก เพิ่มเติมอีก เพราะเป็นวิธีการที่น่าจะได้ผลมากที่สุด แต่การเก็บภาษีต้องทำให้เกิดความเสมอภาค ครอบคลุม เช่น หากเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีรสหวาน แต่ไม่เก็บภาษีที่มีการใช้สารทดแทนความหวาน หรือการเก็บภาษีอาหารที่มีความเค็ม หรือไขมันมาก แต่ไม่เก็บภาษีอาหารแช่แข็ง อาหารแปรรูป คนก็จะหันไปบริโภคอาหารแช่แข็งที่มีโซเดียม มีความหวานปนอยู่แทน ทำให้มาตรการภาษีที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ช่วยให้คนไทยมีสุขภาพดีขึ้น ตรงกันข้ามยังไปทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องนั้น ได้รับผลกระทบไปด้วย

และแน่นอนว่าการขึ้นภาษีอาหาร และเครื่องดื่ม มีส่วนช่วยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีขึ้น และที่สำคัญจะทำให้คนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพ ถ้าหากว่าลดการทานอาหารหวาน มัน เค็ม ลงได้ จะทำให้มีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน และจะส่งผลให้รัฐบาลใช้งบประมาณด้านสาธรณสุข ในการเข้ามาดูแลผู้ป่วยน้อยลง

Tag : จับประเด็นเป็นข่าว ภาษีกับสุขภาพ ภาษี ภาษีเครื่องดื่ม