ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่ห้ามการเปลี่ยนแปลง

วันที่ 25 ธ.ค. 2561 เวลา 18:37 น.

Views

ภายหลังการบังคับใช้ของรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 หลายฝ่ายทั้งนักการเมือง นักวิชาการ ผู้สนใจทางการเมืองต่างวิพากษ์วิจารณ์เนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญกันในวงกว้าง มองว่ารัฐธรรมนูญมีข้อบกพร่อง ต้องได้รับการแก้ไขหรือกระทั่งยกเลิกแล้วเขียนขึ้นมาใหม่ก็มี นั่นเป็นเพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่ปรากฎอยู่ในรัฐธรรมนูญ น่าจะมีผลไปกระทบกระเทือนสิ่งที่เราอาจเรียกได้ว่า "สิ่งเคยมีเคยได้ เช่น เคยให้สิทธิ เคยทำได้" ถ้าจะกล่าวรวมๆ ก็เรียกได้ว่า ไปกระทบต่อ "ผลประโยชน์โภชน์ผลของคนจำนวนหนึ่ง" ซึ่งมีปากมีเสียงอยู่ในสังคม จึงทำให้ต้องมีคนคอยเงี่ยหูฟัง ซึ่งถ้าคล้อยตามหรือเชื่อไปในสิ่งที่มีการโจษจันกันโดยไม่ยั้งคิดตริตรองให้รอบคอบก็อาจคล้อยตามหรือเชื่อไปโดยดุษณี

แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอาจไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด หรือสามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่องก็ตาม ในฐานะคนที่มีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พร้อมด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีกหลายฉบับ ยืนยันอย่างไม่มีอคติและมิได้ยกตนว่า ทำมาดีกว่าฉบับอื่นๆ มาก แต่กล่าวด้วยความเป็นนักวิชาการคนหนึ่ง ขอยืนยันได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีจุดมุ่งหมายหรือเจตนารมณ์ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงของประเทศ ถึงขนาดกำหนดให้มีสาระสำคัญของการปฎิรูปประเทศเข้าไปเป็นหมวดหนึ่งในรัฐธรรมนูญ อันไม่เคยมีมาก่อนในรัฐธรรมนูญฉบับใดๆ

การเมืองก็เช่นเดียวกันเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญมองเห็นความสำคัญ และต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงพัฒนาทางการเมืองให้เกิด สถาบันทางการเมือง เช่น พรรคการเมือง องค์กรทางการเมืองอื่นๆ ที่สามารถสร้างศักยภาพให้ตนเองและประชาชนที่เป็นสาธารณะให้เกิดพลังในการเรียนรู้บริบททางการเมืองที่ถูกต้อง ชอบธรรม และสามารถช่วยแก้ไขปัญหาข้อเสียหายต่างๆ ที่เคยมีมาในอดีต เราจึงมีการเขียนหลายบทบัญญัติในกฎหมายให้เห็นภาพถึงจุดมุ่งหมายของเราที่ปรารถนาอย่างแรงกล้าให้การได้มาซึ่งตัวแทนปวงชน ทั้ง สส. และ สว. ให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรม รวมทั้งวางกรอบกติกาอื่นๆ ให้เกิดความโปร่งใสอำนวยความสะดวกและคาดหวังเพิ่มอำนาจหน้าที่บางประการให้เกิดความเปลียนแปลง ผ่านทั้งองค์กรอิสระ เช่น กกต.  ปปช.  คตง. กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญ แต่น่าเสียดายอยู่ตรงที่องค์กรต่างๆ ที่ได้รับอำนาจหน้าที่หลายประการเพิ่มมานี้จะต้องมี "ความกล้าหาญ" ในการตัดสินใจ รวมทั้งพรรคการเมืองก็ดี ภาคประชาชนเองจะต้องใช้โอกาสที่ได้รับในการนำพาซึ่งความเปลี่ยนแปลง

ปรากฎการณ์ที่เห็นในวันนี้ แม้เราจะมีการวางระบบการเมืองใหม่ขึ้นมา อาทิ วิธีการเลือกตั้งโดยใช้บัตรใบเดียวให้ได้มาซึ่งตัวแทนปวงชนทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ โดยใช้ฐานของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตื้งในเวลานั้นๆ เป็นตัวกำหนด ก็ยังมีวิธีการ ซึ่งยืนยันว่า ไม่ผิดกฎหมายในการหวังจะได้จำนวน สส. เพิ่มจากโควตาที่พึงจะมีได้ตามวิธีการคำนวณระบบใหม่ ทั้งที่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงเราอยากเห็นการทำงานในระบบการเมืองที่เป็นการปรองดองโอภาปราศรัยพูดคุยหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติบ้านเมือง คำว่า "แบ่งสันปันส่วนผสม" คือประจักษ์พยานสะท้อนถึงความมุ่งหมายนี้ เราไม่ต้องการให้พรรคการเมืองใดก็ตามเข้ามาครอบงำระบบการเมือง และไม่เคยมีความคิดใดๆ เลยที่จะสนับสนุนใครหรือพรรคใดให้เล็กหรือใหญ่ขึ้นดังที่มีการโจมตีกล่าวหา อีกทั้งการให้สิทธิประชาชนในการกากบาทในช่อง "ไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใดเลย" จะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญในการลงโทษนักการเมืองที่ประชาชนเคยคิดกันว่า ไปเลือกตั้งจะเสียเวลา เพราะอย่างไรคนไม่ดีก็อาจกลับมาสู่รัฐสภาได้อีก ตรงนี้หากเขาไม่สามารถชนะคะแนนในส่วนที่ประชาชนไม่ประสงค์จะเลือกใคร การเลือกตั้งในเขตนั้นจะเป็นโมฆะ และบุคคลผู้สมัครรายเดิมจะไม่สามารถลงเลือกตั้งซ่อมในครั้งนั้นได้อีก โดยรัฐธรรมนูญให้เวลาถึงสองเดือนเต็มในการหาข้อยุติให้ได้มาซึ่งรัฐบาล หากยังตกลงคุยกันไม่รู้เรื่องจะทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นโมฆะไป ตรงนี้ไม่ได้เป็นการไปกดดันพรรคการเมือง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ทางเลือกที่ดีที่สุด และเน้นให้เห็นถึงการพูดคุยหารือร่วมกัน ไม่ต้องการให้เกิดการเมืองบนท้องถนนโดยไม่จำเป็นเช่นที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย อยากจะเน้นย้ำว่า "ความกล้าหาญ" มิใช่จะให้ท่านทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจหรือทำแล้วไม่คุ้มครองปกป้อง แต่หากท่านทั้งหลายเชื่อว่า ท่านได้ลงมือกระทำการหรือตัดสินใจบนพิ้นฐานความมีธรรมาภิบาลสุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว อย่างไรแล้ว กฎหมายบ้านเมืองยังคงคุ้มครองและยืนยันได้ว่า รัฐธรรมนูญได้วางมาตรการคุ้มครองบุคคลที่ตัดสินใจดำเนินการด้วยเหตุด้วยผลอันถูกต้องเมื่อได้กระทำการตามกระบวนการที่กำหนดไว้

ดังนั้น ก่อนจะโจมตีกล่าวหารัฐธรรมนูญอยากให้ทบทวนอย่าด่วนตัดสินใจเชื่อไปตามกระแสของผู้ที่อาจไม่เข้าใจหรือมีความไม่ปรารถนาดีต่อการนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เราเชื่อว่า เป็นปกติ ธรรมดาสำหรับแรงต้านในระยะแรกๆ แต่เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ไประยะเวลาหนึ่งแล้ว ภาพที่จะสะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในทุกด้านจะมีความชัดเจนขึ้น และอาจเป็นไปได้ว่า ประเทศอื่นๆ อาจหันมามอง "ประชาธิปไตแบบไทย" ในความหมายที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้น

อาจารย์ ดร. อมร วาณิชวิวัฒน์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tag : เกาะติดเลือกตั้ง 2562 ปักหมุดจุดประเด็น