พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

หนึ่งในห้าของสภาแรกมาแล้ว รอแต่รัฐบาลคณะที่ 62

วันที่ 21 ม.ค. 2562 เวลา 00:00 น.

Views

การเมืองในระบบ "รัฐสภา" ของประเทศไทย เป็นรูปแบบที่คล้ายคลึงกับประเทศสหราชอาณาจักร หรือในเอเซียก็มีตัวอย่างแบบประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีรูปแบบการปกครองที่ใกล้เคียงกันมาก คำว่า "ระบบรัฐสภา" เป็นเพราะด้วยความจริงที่ว่า เราเลือก "ตัวแทนปวงชน" ก่อนจะได้มาซึ่งผู้นำในการบริหารราชการแผ่นดิน ในวันนี้ระบบการเลือกตั้งของเราใช้จริงๆ จังๆ กับ สภาผู้แทนราษฎร แต่สำหรับระยะห้าปีแรกภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน การเลือกวุฒิสมาชิก หรือ อีกหนึ่งสภาที่ทำหน้าที่กลั่นกรองกฎหมาย มีสัดส่วนของการเลือกตั้ง (แบบโดยอ้อม ด้วยการให้ผู้สมัครที่เข้ารอบสุดท้ายเลือกกันเองให้ได้จำนวนสองร้อยคน เพื่อที่ คสช. จะพิจารณาคัดกรองให้เหลือ 50 คนสุดท้าย) สำหรับอีกสองร้อยคนที่เหลือ เป็นกระบวนการคัดสรรและการมาโดยตำแหน่งจำนวน 6 คน ซึ่งผลการเลือกกันเองของ ว่าที่ สว. ได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังมีข้อถกเถียงกันหลายเรื่องที่น่าจะนำมาพิจารณา

ประการแรก รูปแบบวิธีการเลือกตั้ง จากระดับอำเภอ มาสู่จังหวัด กระทั่งเข้าสู่ส่วนกลาง มีคนถกเถียงกันถึงความโปร่งใสเป็นธรรม ซึ่งต้องยอมรับว่า รูปแบบนี้ มีการวิจารณ์กันมาตั้งแต่การเลือกตั้งกันเองของสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ (สมช.) เพื่อเลือกคนไปเป็น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อปี 2549 ซึ่งในเวลานั้นผมเป็นส่วนหนึ่งของ สมช. และเห็นข้อบกพร่องของการเลือกกันเองแบบนี้อยู่มาก แต่เมื่อยืนยันจะใช้วิธีนี้ ก็สุดจะทัดทาน เพราะคงได้เห็นแล้วว่า ผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายในบางกลุ่มผู้สมัคร ได้คะแนนใกล้เคียงกันมาก หรือเท่ากันด้วยจำนวนไม่กี่คนแล้วได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนปวงชน เพราะในกลุ่มมีผู้สมัครอาจไม่มาก แต่ก็เป็นจำนวนร้อยคนขึ้นไป ย่อมทำให้สามารถถูกตั้งคำถามขึ้นมาได้แต่จะพิสูจน์ได้หรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะตนเองไม่มีสิทธิเลือกตนเอง แต่จะต้องเลือกบุคคลอื่นแทน เรื่องนี้อาจไม่ยากในการพิสูจน์ ถ้าบัตรเลือกตั้งจะทำรหัส ที่ประกันความลับมิให้รั่วไหลว่าเป็นการลงทะเบียนด้วยบัตรของผู้ใดเลือกให้ใคร (หากไม่ติดตรงที่เป็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับคงทำได้) จะทราบถึงความสัมพันธ์แหล่งที่มา เช่น มาด้วยกันตั้งแต่อำเภอ หรือมีความสัมพันธ์เชิงลึกในแง่ใด ซึ่งประสบการณ์ตรงนี้ เป็นเรื่องที่เคยมีการทักท้วงมาต้งแต่ปี 2549 แล้ว แต่กรรมการในเวลานั้นเกรงว่า จะเสียเวลาและทำให้กระบวนการอื่นได้รับผลกระทบจึงใช้มติในที่ประชุมให้ผ่านไป

ประการที่สอง มีข้อถกเถียงกันว่า คนที่ได้ที่หนึ่งของแต่ละกลุ่มจะลอยลำเข้าป้ายเป็น สว. เลือกตั้งในคราวนี้เลย หรือคนท้ายสุดจะกระเด็นหายไปจากโผหรือไม่ เรื่องนี้ ตอบได้ไม่ยากเช่นกัน ด้วยความเชื่อว่า ไม่น่าจะใช่ทั้งสองกรณี และไม่จำเป็นต้องได้ทุกกลุ่ม บางกลุ่ม หากคณะกรรมการเห็นว่า มีความไม่ชอบมาพากลจะไม่เลือกเลย หรือเททิ้งทั้งกลุ่มก็ได้ ด้วยสัดส่วนของ สว. จากการสรรหา มีให้เลือกอีกมากมาย เพราะดังได้เรียนไว้แล้วว่า ผลคะแนนที่เห็นมานี้ ปรากฏว่า คนที่ได้ที่หนึ่งในบางกลุ่มเฉือนผู้มาในลำดับรองเพียงหนึ่งถึงสองคะแนน และคะแนนรองลงมาก็ล้วนแต่ใกล้เคียงหรือเท่ากันเกาะกลุ่มดังได้เรียนให้ทราบใน "ประการแรก" ที่ผ่านมา จึงเชื่อได้ว่า คณะกรรมการ (ของ คสช.) ที่จะพิจารณากลั่นกรองตัดสินใจในเรื่องนี้ คงไม่ดูผลคะแนนเป็นสำคัญ แต่จะย้อนไปดูประวัติทั้งผลงานและเรื่องส่วนตัวอย่างละเอียดลออ และช่วงนี้ น่าจะเป็นระยะเวลาที่มี "บัตรสนเท่ห์" หรือ จดหมาย เอกสาร ถูกส่งไปยัง คสช. จำนวนหนึ่ง จากผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือก หรือ มีข้อมูลเชิงลึกของผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบแต่ละคน เพื่อเป็นข้อมูลให้ คสช. ประกอบการตัดสินใจ ดังนั้น คำแนะนำสำหรับผู้เข้ารอบแรกมานี้ คงได้แต่ให้กำลังใจ เพราะกระบวนการขั้นสุดท้าย น่าจะไม่เร่งรีบ เพราะยังต้องรอกระบวนการคัดสรร สว. อีก 194 คน บวก 6 คนที่มาโดยตำแหน่ง และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุในบทเฉพาะกาลให้การประกาศรายชื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนการได้มาซึ่ง สส. ไม่น้อยกว่า 15 วัน ซึ่งมีเวลาอีกเหลือเฟือ

ประการที่สาม มีข้อกังวลและเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า จะกำหนดวันใดเป็นวันเลือกตั้ง เรื่องนี้ เป็นวิจารณญาณของฝ่ายรัฐบาลร่วมกับ กกต. ซึ่งต้องหารือกัน แต่โดยภาพรวมที่ผ่านมา ประเด็นที่หยิบยกมากลายเป็นเรื่องการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาในการบริหารจัดการที่เชื่อมั่นว่า กกต. น่าจะแก้ไขได้  แต่ไม่อยากให้เป็นเรื่องหรือสาเหตุอันนำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลกระทบในเรื่องอื่นๆ ในวงกว้างทั้งภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และ กกต. เว้นแต่ว่า กกต. พร้อมจะเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปเช่นเดียวกับองค์กรอิสระหลายองค์กรอาจเคยประสบมาเมื่อมีภาพสะท้อนที่ทำให้สังคมเกิดคำถาม ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่ว่ากัน

โดยส่วนตัวมองว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นช้าหรือเร็วไม่ใช่ปัญหาสำคัญเท่ากับ เราจะมี "รัฐบาลชุดที่ หรือ ครมชุดที่ 62" ได้เมื่อใด ในเวลานี้ บางสำนักโพลล์ก็เลิกทำกันไปแล้ว บางโพลล์ก็ยังเก็งกันไปต่างๆ นานา แต่สำหรับข้อมูลที่มีองค์ประกอบด้วยปัจจัยแวดล้อมที่นอกเหนือจากตัวเลขสถิติ มีความเป็นไปได้ที่การได้มาซึ่งรัฐบาลคณะต่อไปอาจไม่รวดเร็วทันใจนัก ด้วยองค์ประกอบทางคณิตศาสตร์ของรัฐบาลผสม ที่ขึ้นกับปัจจัยตัวเลขจำนวน สส. ของพรรคใหญ่บางพรรคเป็นสำคัญ ถ้าได้ต่ำกว่าร้อย เกมส์จะพลิกทันที เวลานี้ จึงยังไม่เห็นชื่อตัวเก็งหลายๆ คน ออกตัวแรงชัดเจนมากนัก  ถ้าได้ไม่ถึงสองร้อย ก็หนาวๆ ร้อนๆ ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี ไว้คราวต่อๆ ไป จะได้นำข้อวินิจฉัยที่นำไปสู่ความเชื่อนี้มาตีแผ่กันอีก

โดย อาจารย์ ดร อมร วาณิชวิวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tag : เกาะติดเลือกตั้ง 2562 ปักหมุดจุดประเด็น