อำนาจตุลาการ

วันที่ 14 มี.ค. 2562 เวลา 18:32 น.

Views

ประเทศไทยเปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่เมื่อปี 2475 ต่อมา เพื่อให้ชัดเจนขึ้นจึงมีการเติมคำเป็น "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2492 พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่านทางรัฐสภา(นิติบัญญัติ), คณะรัฐมนตรี(บริหาร) และศาล(ตุลาการ) ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อำนาจขององค์กรทั้ง 3 ฝ่าย จะต้องเท่าเทียมกันและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน

ในช่วงเวลาปกติ ผู้ที่มีอำนาจนิติบัญญัติหรือมีหน้าที่พิจารณาออกกฎหมายตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือ รัฐสภา อันประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งและวุฒิสภาที่อาจมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ ส่วนผู้ที่ใช้อำนาจบริหารคือคณะรัฐมนตรี ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในรัฐบาล ส่วนใหญ่คัดเลือกมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรืออาจเป็นคนนอก หากรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ให้ ส่วนอำนาจตุลาการเป็นอำนาจที่พิเศษแตกต่างจากอำนาจ นิติบัญญัติ และ บริหาร

ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะผู้ที่ใช้อำนาจตุลาการคือศาลต่างๆ อาทิ ศาลยุติธรรม, ศาลปกครอง, ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องการความเป็นอิสระ ปราศจากการแทรกแซง เพราะมีหน้าที่ในการพิจารณาคดีความต่างๆ ตามอำนาจของศาลนั้นๆ เพื่อให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนและเพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน เป็นผู้ใช้อำนาจเดียวที่ไม่ใช่ข้าราชการการเมืองเหมือนผู้ใช้อำนาจ บริหารและนิติบัญญัติ แต่เป็นข้าราชการประจำ

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การวางตัวของผู้ใช้อำนาจตุลาการของไทย แม้จะมีความอนุรักษ์นิยมสูง เหมือนหน่วยงานราชการส่วนใหญ่ แต่ไม่ค่อยถูกวิพากษณ์วิจารณ์จากสังคมมากนัก ไม่ใช่เพราะมีกฎหมายคุ้มครอง พูดง่ายๆ ว่าเป็นเพราะผู้ใช้อำนาจตุลาการในอดีต วางตัวได้ค่อนข้างดี ประชาชนให้ความศรัทธา สมกับเป็นหนึ่งใน 3 เสาหลักค้ำระบอบประชาธิปไตย

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้อำนาจตุลาการเริ่มถูกวิจารณ์จากประชาชนมากขึ้น น่าจะเริ่มต้นมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา หรือนับตั้งแต่เริ่มมีการใช้คำว่า "ตุลาการภิวัตน์" จนกลายเป็นคำคุ้นหูบรรดาคอการเมืองในบ้านเรา เข้าใจว่า คือการใช้อำนาจตุลาการในการคลี่คลายประเด็นขัดแย้งทางการเมืองหรือปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ แน่นอนในเมื่อสภาพสังคมแตกแยกเป็นสองฝักสองฝ่าย ไม่ว่าจะมีคำตัดสินเรื่องใดออกมาย่อมต้องมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นธรรมดา

ดาบย่อมมีสองคม ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า เมื่อเริ่มมีตุลาการภิวัฒน์ ก็เริ่มมีคำถามทั้งจากประชาชนและนักวิชาการว่า อำนาจตุลาการไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งใน 3 อำนาจอธิปไตยที่คานกันอย่างเท่าเทียมกัน แต่กลายเป็นอำนาจสูงสุดในบรรดาอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 ไปแล้ว เนื่องจากการตัดสินคดีการเมืองหลายครั้ง ในช่วงที่สังคม ยังมีความแตกแยกทางการเมือง ประชาชนที่เป็นกองเชียร์อีกฝากฝั่งหนึ่งที่ไม่ได้ประโยชน์จากคำพิพากษา จึงอดคิดไม่ได้ที่จะมองว่า ตุลาการภิวัตน์ เป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง มากกว่าเป็นเครื่องมือคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมือง

ภาวะเช่นนี้ หากดำรงอยู่ต่อไป อาจนำไปสู่ปัญหาวิกฤตศรัทธาต่ออำนาจตุลาการ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากเห็นหรืออยากให้เกิดขึ้น เพราะอำนาจตุลาการ หรืออำนาจยุติธรรม เป็นที่พึ่งหรือความหวังสุดท้ายของประชาชนทุกคน ที่หวังการเอื้ออำนวยความยุติธรรม!

ความเชื่อถือที่มีต่ออำนาจตุลาการสำคัญต่อการพัฒนาการการเมืองไม่น้อย โดยเฉพาะในยามที่สังคมแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายรุนแรง เพราะหากประชาชนมีความศรัทธาและเชื่อมั่นในอำนาจตุลาการสูง ไม่ว่าจะตัดสินคดีอะไร โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับการคอร์รัปชันทางการเมือง หรือแม้แต่คดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ย่อมไม่มีความขัดแย้งหรือแตกแยกตามมา ขึ้นอยู่กับว่า การพิจารณาคดีแต่ละครั้งให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมากน้อยหรือเท่าเทียมกันเพียงไร

หากประชาชนฝ่ายหนึ่งมองว่า คำตัดสินของผู้ใช้อำนาจตุลาการมีหลายมาตรฐาน หรือเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สังคมอาจเดินไปสู่จุดที่หาฉันทามติร่วมกันในประเด็นที่ขัดแย้งกันไม่ได้ ความขัดแย้งทางการเมืองย่อมดำรงอยู่ต่อไป เป็นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องในแวดวงตุลาการต้องพึงระวัง นอกจากผู้ใช้อำนาจตุลาการจะต้องมีความอิสระ, เป็นกลางและยุติธรรมแล้ว ควรส่งเสริมให้ นักวิชาการ, สื่อมวลชน สามารถตรวจสอบการแสดงบทบาทอำนาจหน้าที่ของผู้ใช้อํานาจตุลาการได้ตามสมควร โดยไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นศาล

โดย : สมชาย มีระเวียง กองบรรณาธิการข่าวออนไลน์

Tag : ปักหมุดจุดประเด็น เกาะติดเลือกตั้ง 2562 อำนาจตุลาการ