พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

หนุ่มแชร์อุทาหรณ์!! หลังตั้งเป้าหมายวิ่ง ร่างกายรับไม่ไหว-ชักเกร็ง ต้องหามส่ง รพ.

วันที่ 22 มี.ค. 2562 เวลา 15:20 น.

Views

แชร์อุทาหรณ์เรื่องราว จากชายนักวิ่ง ออกกำลังกายมุ่งหมายวิ่งเกินขนาด ร่างกายไม่เอื้อสุดท้ายชักเกร็งต้องไปนอนโรงพยาบาล

ถือเป็นอุทาหรณ์ เตือนใจสำหรับคนออกกำลังกาย ที่อาจจะออกกำลังกายเกินขนาดประกอบกับสภาพร่างกายไม่พร้อมสมบูรณ์ อีกทั้งอากาศในช่วงนี้ร้อน เมื่อเฟซบุ๊ก Supphasit Pattapongse ได้โพสต์เรื่องราวที่ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจ ผู้ที่ชอบวิ่ง ให้เช็คร่างกายให้พร้อมและไม่หักโหมจนเกินไปนัก โดยชายคนหนึ่งได้ตั้งเป้าหมายการวิ่งสำหรับตัวเองไว้ พร้อมทั้งทำการวิ่งสม่ำเสมอ จนวันหนึ่งขณะที่เขาไปวิ่ง พร้อมทั้งพักเดินเรื่อยๆ พบว่าร่างกายของเขาวิ่งไม่ไหว เกิดอาการเกร็งชัก เป็นตะคริวและชาไปทั้งตัว มือไม้ไม่มีแรง จนต้องขอให้คนช่วยเหลือ-เรียกกู้ภัยนำตัวส่งโรงพยาบาล ปรากฎว่าร่างกายเพลียสะสม พักผ่อนน้อย ประกอบกับสภาพอากาศร้อนจัด อีกทั้งเขายังหักโหมวิ่งเกินสภาพร่างกายของตัวเอง ส่งผลให้เกิดอาการดังกล่าว ข้อความจากโพสต์ระบุ ดังนี้

NewPBนี้จะอุทาหรณ์และอีกหนึ่งบทเรียนของชีวิต
ถึงแม้จะเป็นระยะที่วิ่งได้ทุกวัน
แต่การมั่นใจในตัวเองที่จะเค้นศักยภาพที่ค่อนข้างจะเกินความพร้อมของร่างกาย
ก็อาจจะจบด้วยการนอนพะงาบๆที่โรงพยาบาลได้เหมือนกัน

เรื่องของเรื่องคือตามที่เคยตั้งเป้าว่า
จะเล่นกับSub50ในระยะ10kให้ได้ภายในปีนี้
เพื่อจะไปแตะSub100สำหรับ21kและSub4สำหรับ42kต่อไปตามBugket listที่ตั้งไว้

เลิกงานมาก็ออกวิ่งTempoตามตารางที่วางไว้
วิ่งก็แช่Pace5นิดๆหัวใจที่Zone3ปกติ ไม่ได้อัดจนทะลุZone4Zone5
ระหว่างวิ่งก็เช็คตัวเองตลอดไม่ได้มีความรู้สึกว่าเหนื่อยหรือฝืนอะไร
แต่รูทที่วิ่งผมเลือกเป็นรูทที่วิ่งยาวไม้เดียวจบแบบไม่มีจุดวนกลับมากินน้ำเลย
ซึ่งก็รู้ล่ะว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไรแต่ก็ทำแบบนี้มาตลอด
จนวิ่งเสร็จได้NewPBที่50:38 ดีกว่าเดิมเกือบนาทีแต่ยังไม่ถึงgoalที่ตั้งไว้

จากนั่นก็เดินกินน้ำเดินCool downไปเรื่อย ตอนนั้นก็ยังไม่ได้มีอาการผิดปกติอะไร
จนกระทั้งก้มลงถอดรองเท้าเท่านั้นล่ะ รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ
ปากชา มือชา ขาไม่มีแรง มึนหัวเหมือนเมารถ
ตอนแรกตั้งใจว่าจะเข้าไปอาบน้ำคงจะดีขึ้น
เป็นความโชคดีที่ตัดสินใจพาตัวเองออกมานั่งหน้าบ้าน
เพราะพอนั่งลงที่พื้นเท่านั้นล่ะ จากอาการแค่เหมือนเหน็บชา
กลายเป็นตะคริวขึ้นทั้งตัวตั้งแทบทุกมัดของร่างกายแต่คิ้วจนถึงปลายเท้า ปากสั่น ลิ้นจุกปาก
นิ้วมือจีบเกร็งทั้ง2ข้าง ไม่มีแรงที่จะต่อสู้กับความเกร็งของกล้ามเนื้อทั้งตัวใดๆทั้งสิ้น

แม้กระทั้งจะลืมตายังไม่มีแรง ณ จุดนั้นรู้ตัวแล้วว่าไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองอะไรได้เลยแน่นอน
ก็เลยพยามมองหาความช่วยเหลือรอบๆบ้านแต่ โทรศัพท์ก็อยู่ในบ้าน ข้างบ้านก็ยังไม่กลับมา
ระหว่างนั้นก็พยายามนั่งเฉยๆขยับร่างกายให้น้อยที่สุด ถึงอยากขยับก็แทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่ดี

นั่งในสภาพนั้นอยู่ที่พื้นหน้าบ้านตั้งแต่ราวๆ19:40จนถึงประมาณ20:10
ความหวังและสติเริ่มที่จะเลือนลางไปทุกที แต่แล้วโชคยังเข้าข้างผมอยู่
ป้าบ้านถัดออกไปขี่จักรยานกลับเข้าบ้านมาพอดี
กัดฟันใช่พลังเฮีอกสุดท้ายตะโกนเรียกป้าให้ช่วยโทรตามรถกู้ภัยให้
หลังจากใช้เสียงครั้งสุดท้ายตะคริวก็ขึ้นที่คออย่างหนักหน่วง
แรกๆป้าก็ดูเหมือนว่าจะลังเลว่าไอ้นี่มันเป็นอะไรของมัน
ผมก็เข้าใจล่ะว่าสภาพมันก็น่าสงสัยล่ะ นั่งกองอยู่กับพื้น
ถอดเสื้อ ตัวเปียกซก พูดจาไม่ชัด มือหดเกร็ง มันเมายาอะไรรึเปล่า

จนป้าแกช่วยเรียกพี่ผู้ชายที่อยู่บ้านหลังถัดไปอีกมาช่วยดูและช่วยโทรตามรถกู้ภัยให้
พี่เค้าก็ช่วยดันเท้าแก้ตะคริวที่มันเริ่มจะเกร็งอย่างรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
รวมถึงป้าที่ช่วยหาน้ำหวานมาให้ดื่ม แต่ผมดื่มไม่ได้เลย
ไม่สามารถแม้แต่จะกลืนน้ำให้ผ่านลงคอไปได้

จนกระทั้งรถกูภัยมารับไปส่งโรงพยาบาลได้อยู่ในความดูแลของแพทย์
ทุกอย่างก็ค่อยๆดีขึ้น ที่จริงแพทย์จะให้แอตมิตเพื่อดูอาการซักคืนนึง
แต่ด้วยที่ผมมีภาระกิจที่สำคัญมากในตอนเช้าจึงไม่สามารถนอนได้
และจากการตรวจเช็คEKG เช็คค่าน้ำตาลในเลือด ความดัน อะไรต่างๆ
ก็ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่ามีความน่าเป็นห่วงอะไร แพทย์จึงให้กลับบ้านได้

สาเหตุเบื้องต้น
เพราะความอ่อนเพลียของร่างกายที่ช่วงนี้พักผ่อนค่อนข้างน้อยสะสมมานานมากๆ
ประกอบกับความเครียด อากาศที่ร้อนบัดซบ
และการออกกำลังกายที่ค่อนข้างเกินขีดจำกัดตัวเอง
และที่สำคัญคือนิสัยที่ไม่ค่อยดื่มน้ำระหว่างวิ่ง และไม่ค่อยกินอะไรหลังวิ่งเสร็จ
ไม่ได้ประเมินร่างกายตัวเองว่าอยู่ในสภาวะไหน
คิดเพียงแค่ว่าแค่10kเอง สบายๆน่า จนกลายเป็นเกือบตาย
ร่างกายมันฟ้องออกมาว่ากูไม่ไหวละนะมึง

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเข้าใจได้หลายอย่าง คือ
1.คำว่าใจถึงก็ไปถึง ใช้ไม่ได้เสมอไป ฟังเสียงของร่างกายด้วย
ตัวอย่างก็มีให้เห็นไม่เคยจำ ต้องมาเจอเองแบบนี้ล่ะ
2.ถึงประเมินแล้วว่าไหว แต่สิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้เสมอ มองทางแก้ไขรอไว้ด้วย
3.สติสำคัญที่สุด ไม่ว่าอยู่ในสภาวะไหน ขอแค่มีสติ ทุกอย่างจะผ่านไปได้
4.ผมเป็นคนโชคดีที่มีกัลยาณมิตรที่ดีมากมายพร้อมที่ช่วยเหลือสอบถามตลอดเวลาที่เกิดปัญหา
5.การพักที่ดีที่สุดคืนการนอน
6.ทุกอย่างไม่มีทางลัด ผลลัพธ์ที่ดีจะมาได้จากพื้นฐานที่ดี

ขอบคุณคุณป้าข้างบ้านที่ยังเอะใจกับเสียงเรียกขอความช่วยเหลือที่แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง
ขอบคุณพี่ชายข้างบ้านทีช่วยเป็นธุระช่วยเหลือจนกระทั้งกู้ภัยมา
ขอบคุณกู้ภัยผมจำไม่ได้ว่าจากค่ายไหน แต่มารวดเร็วมาก
ขอบคุณน้องเลิฟ2หน่ออ้วนผอม Tae Tarin Chansang Bowling Kiki ที่มาช่วยรับพาไปส่งบ้าน

สัญญากับตัวเองว่าต่อไปนี้จะพักผ่อนให้มากขึ้น
เครียดให้น้อยลงและจะจิบน้ำเสมอไม่ว่าจะวิ่งใกล้แค่ไหนก็ตาม

“Ever tried. Ever failed. No matter. Try again. Fail again. Fail better.” Samuel Beckett


เรียบเรียงข้อมูลโดย CH7 Social News
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก : Supphasit Pattapongse


Tag : หักโหมวิ่ง วิ่งจนไม่สบาย วิ่งมาราธอน