สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ดังนี้

วันที่ 14 เม.ย. 2562 เวลา 20:11 น.

Views

เวลา 19.45 น. วานนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายพาทริก ซีมียู วาโมโต (Mr.Patrick Simiyu Wamoto) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเคนยาประจำประเทศไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลลาในโอกาสที่จะพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ในการนี้ นางวาเลรี วันจีกู รูเกเน (Mrs. Valeria Wanjiku Rugene) ภริยาเอกอัครราชทูตฯ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ด้วย

เวลา 20.05 น. เสด็จลง ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต พระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 70 ประจำปีการศึกษา 2560 จำนวน 985 คน

โอกาสนี้ พระราชทานพระราโชวาทความว่า "เนติบัณฑิตทั้งหลายส่วนใหญ่คงจะได้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายเป็นอาชีพต่อไป ทุกคนจึงควรตั้งความปรารถนาเสียแต่ต้น ที่จะเป็นนักกฎหมายที่ดี นักกฎหมายที่ดีนั้น นอกจากจะต้องมีความรู้ในตัวบทกฎหมายอย่างลึกซึ้งเจนจัดแล้ว ยังต้องยึดมั่นในอุดมคติ และจรรยาบรรณของนักกฎหมายอย่างเคร่งครัด คือ กล้าที่จะปฏิบัติอย่างถูกต้องเที่ยงตรง ทั้งตามกฎหมายและศีลธรรมด้วย ในการนี้ ทุกคนจึงต้องมีความศรัทธาเชื่อมั่นในสัจธรรม คือ ความถูกต้องตามคลองธรรม และตามความเป็นจริงอย่างมั่นคง สำหรับเป็นกำลังส่งเสริมการประพฤติตนปฏิบัติงานมิให้หวั่นไหวเอนเอียงด้วยอำนาจแห่งโลกธรรมและอคติ นอกจากนั้น ต้องฝึกให้มีความสุขุมถี่ถ้วน ในกระบวนการทำงานทุกขั้นตอน เพื่อประคับประคองป้องกันมิให้งานที่ทำบกพร่องผิดพลาด ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ถ้าทำได้ดังนี้ ทุกคนก็จะเป็นนักกฎหมายที่ดีผู้ธำรงรักษาไว้ ซึ่งความยุติธรรมอย่างเที่ยงแท้ ดังที่ตั้งใจปรารถนา"

เวลา 21.13 นาที พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นำนายทหารราชองครักษ์พิเศษ, นายตำรวจราชองครักษ์พิเศษ, นายทหารราชองครักษ์, นายตำรวจราชองครักษ์, ราชองครักษ์ในพระองค์ และนายตำรวจราชองครักษ์ในพระองค์ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ รวม 1,205 นาย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบพระบาทถวายความจงรักภักดี และถวายสัตย์ปฏิญาณ

โอกาสนี้ พระราชทานพระราชดำรัสเกี่ยวกับหน้าที่ราชองครักษ์ความตอนหนึ่งว่า

เวลา 17.13 นาที วันนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปยังลานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ทรงวางพานพุ่มและพวงมาลัย ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ฯ

จากนั้น เสด็จพระราชดำเนินไปยังมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ในการพระราชทานรางวัลการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ระดับภาคใต้ และระดับประเทศ ประจำปี 2561 ซึ่งจังหวัดปัตตานี โดยสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี เทศบาลเมืองปัตตานี ร่วมกันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-29 มิถุนายน 2561 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้พี่น้องชาวไทยมุสลิม ได้รู้หลักธรรมคำสอนในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานอย่างถ่องแท้ และปฏิบัติอย่างถูกต้องตรงต่อพระมหาคัมภีร์ ตลอดจนเสริมสร้างความสามัคคี ความสัมพันธ์อันดีระหว่างพี่น้องมุสลิมด้วยกัน และระหว่างพี่น้องต่างศาสนิก

โอกาสนี้ นายเปาซี หะมะ ผู้ชนะเลิศการทดสอบการอัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระดับประเทศ ประจำปี 2560 อัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน นายสมาน ก้อพิทักษ์ แปลความหมายเป็นภาษาไทย ในการนี้ พระราชทานถ้วยรางวัลและโล่ที่ระลึกแก่ผู้ชนะการประกวด คณะกรรมการตัดสิน และผู้สนับสนุนการจัดงาน รวม 36 คน โดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศฝ่ายชาย ประจำปี 2561 ได้แก่ นายมูฮำมัด หะยีมูซอ ผู้แทนจังหวัดนราธิวาส และฝ่ายหญิง ได้แก่ นางสาวรัตนา สะหะมาน ผู้แทนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โอกาสนี้ นายประสาน ศรีเจริญ รองประธานผู้ทรงคุณวุฒิสำนักจุฬาราชมนตรี ผู้แทนจุฬาราชมนตรี ขอดูอาร์และขอพรจากพระเจ้า พร้อมกันนี้ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับผู้นำศาสนาอิสลาม

ต่อจากนั้น ทอดพระเนตรผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทั้งงานแปรรูปกระจูด เครื่องปั้นดินเผา และเรือกอและจำลอง รวมทั้งการดำเนินงานอนุรักษ์ฟื้นฟูสัตว์น้ำในทะเล ในโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดปัตตานี และจังหวัดนราธิวาส ผลิตภัณฑ์ 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์จาก 12 อำเภอในจังหวัดปัตตานี แล้วทรงเยี่ยมหน่วยแพทย์พระราชทานในพระองค์ 904 ที่ไปตรวจรักษาโรคด้านศัลยแพทย์ อายุรแพทย์ โรคไต ออร์โธปิดิกส์ กุมารแพทย์ และบริการตรวจวัดสายตาประกอบแว่นให้กับผู้สูงอายุ และประชาชน พร้อมกับทรงเยี่ยมประชาชน รวมถึงสมาชิกจิตอาสา และสมาชิกศิลปาชีพ จากศูนย์ศิลปาชีพวัดสำเภาเชย อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ที่ไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ

เวลา 18.16 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังหอประชุมที่ว่าการองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด และอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี 2560 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานโล่เกียรติคุณและเงินรางวัล

ในโอกาสนี้ จุฬาราชมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดที่ได้รับรางวัล ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชายแดนภาคใต้ และข้าราชการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

กระทรวงมหาดไทยจัดโครงการคัดเลือกคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและอิหม่ามที่มีผลการปฏิบัติดีเด่น เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับพระราชทานรางวัลเป็นประจำทุกปี โดยแบ่งการคัดเลือกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทจังหวัดขนาดใหญ่เป็นจังหวัดที่มีมัสยิด ตั้งแต่ 101 แห่งขึ้นไป ประเภทจังหวัดขนาดกลาง มีมัสยิดตั้งแต่ 26-100 แห่ง และประเภทจังหวัดขนาดเล็ก มีมัสยิด 3 ถึง 25 แห่ง โดยรางวัลแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รางวัลดีเด่นและรางวัลดี ซึ่งในปี 2561 มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้รับคัดเลือก 6 จังหวัด รวม 6 รางวัล ส่วนการคัดเลือกอิหม่ามที่มีผลงานดีเด่น ได้พิจารณาคัดเลือกอิหม่ามจากมัสยิดทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้รับรางวัลชนะเลิศ รองชนะเลิศ และรางวัลชมเชย จังหวัดละ 5 คน รวม 25 คน

จากนั้น พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำผู้แทนโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน ครู และนักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ ที่ได้รับการคัดเลือก รวม 29 คน เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท รับพระราชทานรางวัล ประจำปี 2560 ในโอกาสนี้ ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

โอกาสนี้ มีพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า "การดูแลและแนะนำสั่งสอนศาสนิกชน กับการให้การศึกษาอบรมเยาวชนนั้นเป็นภารกิจที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน และส่งเสริมกันอย่างมาก ด้วยเหตุว่า ความเข้าใจในหลักธรรมของศาสนาอย่างถูกต้องชัดเจน กับความรู้ในหลักวิชาอันหนักแน่นกว้างขวาง ต่างก็เป็นปัจจัยเกื้อกูลให้บุคคล สามารถดำเนินชีวิตและประกอบสัมมาชีพได้อย่างผาสุกมั่นคง กรรมการอิสลามประจำจังหวัดและอิหม่าม ผู้ทำหน้าที่แนะนำสั่งสอนหลักธรรมของศาสนาให้แก่อิสลามิกบริษัท กับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งทำหน้าที่ให้การศึกษาอบรมเยาวชน ให้มีความรู้ในหลักวิชาและหลักธรรม จึงควรจะได้ภูมิใจ ในผลงานที่ได้ปฏิบัติบำเพ็ญให้สำเร็จผลด้วยดีตลอดมา และเต็มใจยินดีที่จะร่วมมือร่วมแรงกัน ดำเนินงานอันทรงคุณค่านี้ต่อไปให้ยิ่งเข้มแข็งหนักแน่น เพื่อยังความดีความเจริญและความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งของบุคคล ของท้องถิ่น และของชาติบ้านเมือง ให้บังเกิดเพิ่มพูนและยั่งยืนตลอดไป"

Tag : สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชกรณียกิจ