คลังปรับตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจในปีนี้ลงและเตรียมงบอัดฉีดกว่า 7 หมื่นล้านบาทรอรัฐบาลใหม่

วันที่ 10 พ.ค. 2562 เวลา 15:54 น.

Views

กระทรวงการคลังเผยยังเหลือเงินอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจรอรัฐบาลใหม่ อีกประมาณ 77,000 ล้านบาท หลังจากรัฐบาล คสช.นำเงินไปใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแล้วจำนวน 13,000 ล้านบาท ปรับเป้าตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ลงจาก 4 เปอร์เซ็นต์เหลือ 3.8 เปอร์เซ็นต์ หวั่นสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯกระทบส่งออก

กระทรวงการคลังได้ประเมินแหล่งเงินทุนทั้งเงินสดและเงินกู้ที่กระทรวงการคลังสามารถนำมาใช้ดูแลเศรษฐกิจไทยในอนาคตและใช้สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยพบว่ามีเงินที่รัฐบาลจะสามารถนำมาใช้ได้ 90,000 ล้านบาท และรัฐบาลชุดนี้นำไปใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน สำหรับมาตรการพยุงเศรษฐกิจแล้วจำนวน 13,000 ล้านบาท ดังนั้น งบที่เหลือจึงเป็นงบประมาณที่รัฐบาลใหม่จะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ประมาณ 77,000 ล้านบาท

นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง เผยว่า มาตรการพยุงเศรษฐกิจในช่วงกลางปีงบประมาณ 2562 ที่เติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนไปแล้วจำนวน 13,000 ล้านบาท และมาตรการลดหย่อนภาษี 6 มาตรการ อาทิ ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับท่องเที่ยวเมืองรองและเมืองหลัก เป็นต้น จะทำให้รัฐบาลสูญรายได้ราว 8,000 ล้านบาท แต่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น 0.1% หรือเติบโตอยู่ที่ 3.9% จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโต 3.8% ถือเป็นระดับที่กระทรวงการคลังพอใจแล้ว โดยหลังจากนี้คงต้องติดตามผลของมาตรการพยุงเศรษฐกิจและรอดูภาวะเศรษฐกิจไตรมาส 2 ของไทยว่าจะมีทิศทางดีขึ้นหรือไม่ รวมทั้งยังต้องจับตาดูนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่

หลังจากนี้ คงต้องรอดูว่าการส่งออกว่า จะสูงกว่าที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะเติบโต 3.4% หรือไม่ ต้องติดตามสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาว่าจะเป็นไปทิศทางใด เนื่องจากถ้าสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น คาดว่าจะกระทบต่อการส่งออกสินค้าต่างๆของไทยแน่นอน นอกจากนั้นต้องรอดูราคาพืชผลทางการเกษตร ที่มีแนวโน้มจะลดลงด้วย รวมถึงต้องรอดูการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หากรัฐบาลมีเสถียรภาพจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มต่ำกว่า 3.8% คิดว่ารัฐบาลใหม่ต้องมีมาตรการออกมาดูแลอีกระลอกแน่

นายประสงค์ กล่าวต่อว่า แม้เศรษฐกิจในปีนี้อาจต่ำกว่าฐานการประเมินรายได้ที่กระทรวงการคลังกำหนดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตอยู่ที่ 4% แต่มั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อการจัดเก็บรายได้ทั้งปีงบประมาณ 2562 แน่นอน เนื่องจากช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ (เดือน ต.ค.2561-มี.ค.2562) กระทรวงการคลังสามารถจัดเก็บรายได้ถึง 1.16 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 81,600 ล้านบาท หรือ 7.6% และสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 5,559 ล้านบาท หรือ 0.5%

ด้านนายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า การที่ครึ่งปีงบประมาณของปีนี้ กระทรวงการคลังจัดเก็บรายได้ได้สูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 7.6% มาจากรายได้ของกรมสรรพากรที่เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 53,384 ล้านบาท หรือ 6.9% รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้เพิ่มขึ้น 25,207 ล้านบาท หรือ 37% และกรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีได้เพิ่ม 20,671 ล้านบาท หรือ 7.7%

ส่วนเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-อเมริกาและจีน คาดว่ามีแนวโน้มจะปะทุขึ้นมาอีกรอบ จากการที่สหรัฐฯขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้าจากจีน แต่เชื่อว่าจีนคงไม่ยอม ดังนั้น จึงต้องดูว่าเรื่องนี้จะจบอย่างไร โดยหากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนตามคำขู่ อาจจะกระทบต่อการส่งออกของไทยลดต่ำกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

“อย่างไรก็ตาม สศค.ขอรอดูบทสรุปที่จะเกิดขึ้นจริงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนก่อน รวมถึงรอดูผลของมาตรการพยุงเศรษฐกิจที่เพิ่งจะดำเนินการไปเพียง 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะในส่วนที่กระทรวงการคลังใส่เงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมั่นใจว่ามาตรการที่ออกมา อาทิ ให้เงินซื้อชุดนักเรียน เพิ่มเงินในบัตรให้ซื้อสินค้าร้านธงฟ้าประชารัฐ เป็นต้น จะทำให้ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการฯ เร่งนำเงินไปใช้จ่ายทันที”

ทั้งนี้ จากโครงการที่ผ่านมา ซึ่งมีการเติมเงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการฯ แล้วพบว่า ผู้ที่ถือบัตรจะใช้เงินในบัตรทันที ไม่เกินประมาณ 1-2 สัปดาห์ เงินในส่วนที่รัฐบาลเพิ่มก็จะหมด ซึ่งคาดว่าในครั้งนี้ ก็จะเป็นในลักษณะเดียวกันกับครั้งก่อน ซึ่งจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันที

Tag : คลัง เศรษฐกิจ อัดฉีด สงครามการค้า ข่าวในประเทศ