นักวิชาการ-ผู้เชี่ยวชาญตปท. แนะ 2 วิธีลดการเผาไหม้แก้วิกฤตฝุ่นควัน

วันที่ 25 มิ.ย. 2562 เวลา 15:15 น.

Views

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ที่โรงแรมสุโกศล กทม. ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) กล่าวในระหว่างการสัมมนาหัวข้อ "ฝุ่น PM2.5 กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อการเกิดมะเร็งตลอดช่วงชีวิต" ถึงวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการเผาไหม้ว่าปัญหาเรื่องฝุ่นละอองในภาคเหนือของประเทศไทยที่เกิดจากการเผาป่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปีมีสารอันตรายไม่ว่าจะเป็นสารก่อมะเร็ง ตะกั่วปรอทแคดเมียมสารก่อการกลายพันธุ์และโลหะหนัก

ศ.ดร.ศิวัช กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาฝุ่นควันก็คือต้องช่วยกันลดการเผาป่าป้องกันไม่ให้เกิดไฟไหม้ป่าลดการใช้รถยนต์แต่บางครั้งกิจกรรมเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เพราะเป็นมลพิษที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันจึงจำเป็นต้องหาแนวทางใหม่หรือที่เรียกว่าการลดอันตรายหรือ Harm Reduction โดยนำนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยลดเรื่องการเผาไหม้เช่นรถยนต์ไฟฟ้า(Electric Vehicle: EV) รวมทั้งรถเมล์ไฟฟ้าตลอดจนบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ก่อให้เกิดการไหม้ก็จะช่วยลดสารพิษที่จะปล่อยออกมาสู่บรรยากาศได้ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยภาคประชาชนก็ต้องให้ความร่วมมือภาคเอกชนก็ต้องพัฒนาเทคโนโลยีที่จะมาทดแทนผลิตภัณฑ์ที่มีการเผาไหม้ในขณะที่ภาครัฐก็ควรต้องมีมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ไม่มีการเผาไหม้เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาและแก้ปัญหาฝุ่นละอองได้อย่างแท้จริง

"ในฐานะนักวิชาการเราอยากเห็นมาตรการลดพิษภัยจากมลภาวะในสิ่งแวดล้อมที่แก้ไขปัญหาในทางปฏิบัติได้จริงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ปัญหาของสังคมปัจจุบัน" ศ.ดร.ศิวัชระบุ

ด้านดร.อเล็กซ์วอแดค(Alex Wodak) ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมมูลนิธิปฏิรูปกฎหมายด้านยาเสพติดและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดอันตราย(Harm reduction) โดยเฉพาะการลดอันตรายจากการใช้ยาเสพติด และบุหรี่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หลักการลดอันตรายเป็นที่ยอมรับในวงการสาธารณสุขมานานแล้ว และสามารถนำมาใช้กับการลดอันตรายจากควันบุหรี่ได้ เพราะบุหรี่เองก็มีการเผาไหม้ ซึ่งก่อให้เกิดควันที่นอกจากจะมีนิโคตินระเหยออกมาแล้วยังมีสารอันตรายที่ก่อมะเร็งด้วย ดังนั้น หากเราต้องการลดอันตรายต่อสุขภาพให้กับผู้สูบบุหรี่ก็สามารถทำได้โดยการให้ผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคตินทดแทนแต่ไม่มีการเผาไหม้จึงมีความเสี่ยงต่ำกว่า ซึ่งมีหลากหลายประเภทและกำลังได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive Technology) ที่กำลังมาทำลายบุหรี่ธรรมดา โดยมีผลการศึกษาที่คาดว่า ความเสี่ยงต่อสุขภาพเพียง5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับบุหรี่แนวทางนี้ได้รับการยอมรับในหลายประเทศเช่นนิวซีแลนด์อังกฤษและสหภาพยุโรปซึ่งประเทศต่างๆเหล่านี้ก็มีตัวเลขของผู้สูบบุหรี่ลดลงมากกว่าประเทศที่ไม่มีการอนุญาตให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างเห็นได้ชัด

"สวีเดนเป็นตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในด้านการลดอันตรายจากยาสูบโดยมีทางเลือกให้ผู้สูบบุหรี่สามารถใช้สนุซ (ยาสูบแบบอมโดยไม่ต้องมีการเผาไหม้) แทนการสูบบุหรี่ได้ ซึ่งทำให้อัตราผู้สูบบุหรี่และอัตราผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ในประเทศสวีเดนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในสหภาพยุโรปที่แบนสนุซ" ดร.วอแดค กล่าว

ส่วนข้อกังวลที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าอาจเป็นปัจจัยทำให้เกิดนักสูบหน้าใหม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกต่อต้านในประเทศไทยนั้น ดร.วอแดค กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้ออ้างที่ถูกใช้ในทุกๆ ประเทศ แต่จากการเก็บข้อมูลในหลายประเทศที่มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าพบว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ทำให้คนที่ไม่เคยสูบบุหรี่หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลดหรือเลิกบุหรี่มวน ซึ่งหากพูดในแง่นโยบายด้านสุขภาพของรัฐให้ดีขึ้นนั้น บุหรี่ไฟฟ้าถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้ความเสี่ยงในการเกิดโรคน้อยกว่ายาสูบทุกประเภท ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลของไทยหันมาพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

Tag : นักวิชาการ รถไฟฟ้า บุหรี่ไฟฟ้า