ศาลให้ถอนอุทธรณ์คดี เณรคำ ยึดศาลชั้นต้นพิพากษายืนจำคุก 20 ปี ฉ้อโกง-ฟอกเงิน

วันที่ 4 ก.ค. 2562 เวลา 15:45 น.

Views

เช้าวันนี้ (4 ก.ค.) ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก นัดฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้อง นายวิรพล สุขผล หรืออดีตพระวิรพล ฉัตติโก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ หลวงปู่เณรคำ จำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

คดีนี้เกิดขึ้นระหว่างปี 2552-2556 จำเลยอาศัยความเป็นพระภิกษุในฐานะประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรมและความศรัทธาของประชาชน หลอกลวงว่านิมิตพบองค์อินทร์ ขอให้สร้างสิ่งก่อสร้างมูลค่าสูงหลายอย่าง เช่น พระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลกและมหาวิหารครอบองค์พระ โดยใช้หยกเขียวแท้จากประเทศอิตาลี สร้างเครื่องทรงพระแก้ว 3 ฤดูด้วยทองคำแท้ เสาวิหารแก้ว 199 ต้น ต้นละ 300,000 บาท รูปหล่อพระทองคำเป็นรูปเหมือนตัวเอง จัดซื้อเรือจากสหรัฐฯ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยจำเลยประกาศชักชวนให้ประชาชนนำเงิน ทองคำ และทรัพย์สินมาบริจาค

นอกจากนี้ยังใช้เว็บไซต์หลวงปู่เณรคำ เผยแพร่ข้อความ อันเป็นเท็จเกี่ยวกับการจัดสร้างสิ่งต่างๆ จนมีผู้เสียหาย 29 ราย เฉพาะที่มาร้องทุกข์ หลงเชื่อว่าจำเลยเป็นพระปฏิบัติดี เข้าร่วมบริจาคเงินและทรัพย์สินต่างๆ จำนวนกว่า 28 ล้านบาท ต่อมาจำเลยโอนเงิน 1,130,000 บาท ไปซื้อรถยนต์โดยทุจริต โดยไม่ได้ก่อสร้างใดๆ

คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมปีที่แล้วว่า จำเลยนำข้อความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ในเว็บไซต์หลวงปู่เณรคำ มีการใช้ชื่อเว็บไซต์ตรงกันกับชื่อจำเลย มีข่าวสารว่า นิมิตพบพระอินทร์ ให้สร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เมื่อตรวจพิสูจน์แล้วพบว่า การสร้างองค์พระใช้หินในการก่อสร้าง ไม่ใช่หินหยกจากอิตาลี ตามที่อ้าง

ส่วนผู้เสียหายยืนยันว่า สาเหตุที่ร่วมทำบุญบริจาคกับจำเลย เพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนา เชื่อว่าจำเลยเป็นผู้ปฏิบัติดี มีปาฏิหาริย์ เป็นพระอรหันต์ โดยไม่คิดว่าจะถูกหลอก การบริจาคมีทั้งมอบให้โดยตรง โอนเงินผ่านบัญชี หรือหยอดตู้บริจาค

จำเลยยังนำเงินไปใช้จ่าย ซื้อเครื่องบินส่วนตัว รถยนต์หรู อาทิ ปอร์เช่, บีเอ็มดับเบิลยู, โตโยต้า คัมรี่ และรถตู้หลายสิบคัน บางคันมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของ มีหลักฐานความเคลื่อนไหวบัญชีเงินฝาก 23 บัญชี ซึ่งต่อมาศาลแพ่งพิพากษาให้ยึดทรัพย์สินจำนวนมากกว่า 43 ล้านบาท ซึ่งจำเลยไม่สามารถนำสืบถึงที่มาของทรัพย์สินได้ การกระทำจึงเป็นการอ้างเท็จเพื่อให้ได้ทรัพย์สินจากผู้เสียหาย และภายหลังนำเงินบริจาคไปใช้จ่ายเกินความจำเป็น เข้าข่ายแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ล่าสุดศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน จำคุกรวม 87 ปี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จำคุก 3 ปี และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จำคุก 24 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้น 114 ปี แต่ตามกฎหมายเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุกได้สูงสุด 20 ปี พร้อมชดใช้เงินให้ผู้เสียหายตามความเป็นจริง 29 ราย

ก่อนหน้านี้อดีตหลวงปู่เณรคำ ได้ยื่นอุทธรณ์คดี เเต่ต่อมาวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา ก็ได้ยื่นคำร้องขอถอนอุทธรณ์ออก ศาลอุทธรณ์พิจารณาอนุญาตให้จำเลยถอนอุทธรณ์และให้คำพิพากษาเป็นไปตามศาลชั้นต้น จึงสิ้นสุดคดีอดีตหลวงปู่เณรคำ รับโทษจำคุก 20 ปี