News

จับประเด็นเป็นข่าว : ทบทวนเป้าหมายการส่งออกปี 2562

ปัญหาสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ฉุดภาวะเศรษฐกิจทั่วโลก ให้ชะลอตัวลง รวมทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็วเกินไปจนนำสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ได้สร้างปัญหาใหญ่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ให้กับการส่งออกของไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ยังต้องพึ่งพาการส่งออก

อัตราการเติบโตของการส่งออกปีนี้เริ่มหดตัวลงเรื่อยๆ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าการส่งออกในเดือนพฤษภาคม ติดลบถึง 5.79 % ซึ่งลดลงมากที่สุดในรอบ 34 เดือน และการส่งออก 5 เดือนปีนี้ ติดลบแล้ว 2.7 % แต่กระทรวงพาณิชย์ ก็ยังยื้อต่อไป ยังคงเป้าหมายการส่งออกปีนี้ไว้ที่ 3 % โดยจะเร่งผลักดันการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ 
    
ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เล็งแล้วว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จึงปรับลดการขยายตัวของเศรษฐกิจในปีนี้ ลงเหลือ 3.3 % พร้อมปรับลดเป้าหมายการส่งออกปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะโต 3 % เหลือ 0 % หรือไม่ขยายตัวเลย
  
ส่วนภาคเอกชนและสถาบันการเงิน ต่างทบทวนและปรับการส่งออกปีนี้ลดลง โดยสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงการส่งออกเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ติดลบสูงถึง 5.8 % และชี้ว่าโอกาสที่ช่วงที่เหลือของปีนี้ การส่งออกจะเติบโตค่อนข้างริบหรี่ ถึงกับปรับลดเป้าหมายการส่งออกปีนี้เป็นติดลบ 1 % - 0 %

โดยปัญหาเงินบาทแข็งค่าผิดปกติทำให้สินค้าส่งออกของไทยแพงขึ้น กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของการส่งออก เพราะพบการชะลอคำสั่งซื้อสินค้าแล้วจากการที่ค่าเงินบาทแข็ง
                                                               
สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญ 10 อันดับแรก พบว่า 9 กลุ่มสินค้าส่งออกได้ลดลง โดยเฉพาะเครื่องจักรกล, คอมพิวเตอร์, แผงวงจรไฟฟ้า, อัญมณีและเครื่องประดับ ซึ่งขยายตัวติดลบถึงกว่า 10 %
 
แต่ก็มีสินค้าอุตสาหกรรมที่การส่งออกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง เช่น รถจักรยานยนต์, เครื่องส่งวิทยุ, โทรศัพท์, โทรทัศน์, นาฬิกา และเครื่องสำอาง
     
ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรกลุ่มอาหารยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องในหลายตลาด โดยเฉพาะผัก ผลไม้สดและแปรรูป, ไก่สดและแปรรูป และเครื่องดื่ม
    
กระทรวงพาณิชย์ ชี้ว่าการส่งออกของไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้ในหลายตลาด ทั้งตลาดเดิม เช่น สหรัฐฯ และอินเดีย และตลาดใหม่อย่าง แคนาดา และรัสเซีย แต่ต้องใช้กลยุทธ์ทุกรูปแบบผลักดันการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทั้งเจาะตลาดรายพื้นที่, ส่งสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด, และขยายความร่วมมือทางการค้าในภูมิภาค รวมทั้งเดินหน้าเจรจาการค้าเสรี หรือ FTA (Free Trade Area) เพราะ FTA ได้ช่วยให้หลายประเทศยังสามารถส่งออกได้ดีท่ามกลางภาวะสงครามการค้า

ตลอดจนการที่สหรัฐฯ ยืนยันไม่ขึ้นภาษีสินค้าจีนส่วนที่เหลืออีกกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และส่งสัญญาณกลับมาเจรจากันอีกครั้ง อาจทำให้การค้าโลกดีขึ้นแต่ก็ต้องติดตามว่าการสงบศึกชั่วคราวจะมีข้อตกลงอย่างไรต่อไป
   
ต้องยอมรับว่าการส่งออกปีนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ความพยายามขยายตลาดส่งออกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศคู่ค้าอื่นๆ ก็หันมาเจาะตลาดใหม่เช่นกัน