ผบช.น.สั่งย้ายตำรวจ สน.หลักสอง 7 นาย รุมทำร้ายผู้ต้องหา ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง

วันที่ 11 ก.ค. 2562 เวลา 15:45 น.

Views

ความคืบหน้ากรณีมีผู้โพสต์คลิปวิดีโอ เป็นภาพเหตุการณ์ขณะตำรวจหลายนาย กำลังรุมทำร้ายผู้ต้องหาชายคนหนึ่ง ที่ถูกคุมตัวใส่กุญแจมืออยู่ท้ายรถสายตรวจของ สน.หลักสอง ในคลิปจะเห็นตำรวจใช้มือตบหน้าผู้ต้องหา ใช้กระบองตี ก่อนที่ผู้ต้องหาคนนี้ จะถูกนำตัวลงมาจากหลังรถ ถูกตำรวจเตะและใช้กระบองฟาดซ้ำที่หลังอีกหลายครั้ง

ผู้โพสต์ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา บริเวณหน้า สน.หลักสอง หลังจากคลิปดังกล่าวถูกแชร์ในโลกออนไลน์ ก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามว่า ชายในคลิปทำความผิดอะไร และเป็นการทำเกินกว่าเหตุหรือไม่

ล่าสุด พลตำรวจโทสุทธิพงษ์ วงศ์ปิ่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มีคำสั่งย้ายตำรวจ สน.หลักสอง ทั้งหมด 7 นาย ที่ปรากฏในคลิปวิดีโอรุมทำร้ายผู้ต้องหา ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบังคับการตำรวจนครบาล 9 พร้อมตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ยืนยันว่าการกระทำของตำรวจทั้ง 7 นาย เป็นความผิด ไม่เป็นไปตามขั้นตอนการควบคุมผู้ต้องหา หลังจากนี้จะให้แพทย์ในเรือนจำตรวจร่างกายผู้ต้องหาอย่างละเอียดว่า บาดเจ็บมากหรือไม่ เพื่อใช้เอาผิดทั้งทางคดีอาญาและวินัย

สำหรับผู้ต้องหาคนดังกล่าว ถูกคุมตัวมาจากวัดบุณยประดิษฐ์ ถนนพุทธมณฑล สาย 2 หลังได้รับแจ้งว่า มีชายคลุ้มคลั่ง ทำลายสิ่งของในวัด ทำให้ประชาชนและพระในวัดหวาดกลัว ตำรวจจึงคุมตัวไปที่สถานีตำรวจ แต่ผู้ต้องหาพยายามขัดขืน มีพฤติกรรมคล้ายคนเมายาเสพติด ตำรวจจึงตรวจปัสสาวะพบมีสารเสพติดในร่างกาย

ทีมข่าวลงพื้นที่วัดบุณยประดิษฐ์ เพื่อสอบข้อมูลจากพระลูกวัด และผู้เห็นเหตุการณ์ ระบุว่า มีตำรวจมาจับชายคลุ้มคลั่งเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ซึ่งวันนั้นที่วัดมีงานทำบุญ มีประชาชนจำนวนมากมาที่วัด จากนั้นชายคนดังกล่าวก็เข้ามาก่อกวน ส่งเสียงดังและทำลายสิ่งของ โดยมีผู้บันทึกภาพชายคนดังกล่าวขณะนั่งอยู่หน้าศาลาวัดเอาไว้ด้วย

พระลูกวัดและสัปเหร่อวัดบุณยประดิษฐ์ เล่าว่า หลังจากตำรวจมาถึงก็พยายามคุมตัวชายคนดังกล่าวขึ้นรถ แต่เขาต่อสู้และขัดขืน รวมถึงทำร้ายตำรวจ จนต้องใช้ตำรวจมากถึง 5 คน เพื่อควบคุมตัวชายคลุ้มคลั่งคนนี้ เนื่องจากเป็นคนรูปร่างใหญ่ และมีอาการคล้ายคนเมายาเสพติด

เบื้องต้น จากการตรวจสอบประวัติชายคนดังกล่าวพบว่าเคยถูกจับคดีเสพยาเสพติด ก่อนจะมาถูกจับในครั้งนี้ ส่วนผลการตั้งกรรมการสอบสวนตำรวจทั้ง 7 นาย คาดว่าใช้เวลาไม่นาน เนื่องจากรอแค่ผลตรวจร่างกาย ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยืนยันว่า จะไม่ปกป้องผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน