สนามข่าว 7 สี

รายงานพิเศษ : เจ้าหน้าที่คุมตัวมือระเบิดหน้า สตช. 2 คน สอบเครียด-แจ้ง 4 ข้อหา

ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยคดีวางระเบิดหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาสอบสวนที่กรุงเทพฯ แล้ว พร้อมแจ้ง 4 ข้อหา ฐานอั้งยี่ซ่องโจร พยายามฆ่า ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองฯ และพกพาอาวุธไปในเมือง ก่อนแยกนำผู้ต้องหาไปควบคุมไว้คนละ สน. ระหว่างรอสอบสวนเพิ่มเติมในวันนี้ ไปติดตามจากรายงาน

นับตั้งแต่ภาพวงจรปิดที่จับภาพคนร้ายนำวัตถุระเบิด ไปวางใต้ป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม จากนั้นตำรวจก็ใช้เวลาแกะรอยไม่ถึง 10 ชั่วโมง ก็ไปสกัดจับคนร้ายได้ที่จังหวัดชุมพร ก่อนส่งตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน ไปสอบสวนที่จังหวัดยะลา

โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ได้ตามไปสอบปากคำด้วยตนเอง ก่อนกลับมาเปิดแถลงข่าวชี้แจงผลจับกุม นายลูไอ แซแง และนายวิลดัน มาหะ ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ที่ลงมือก่อเหตุในคดีระเบิดหลายจุดในพื้นที่กรุงเทพฯ และนนทบุรี เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา

หลังการซักถามนานกว่า 2 สัปดาห์ จนได้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนขยายผล ตำรวจก็ได้ควบคุมตัวทั้ง 2 คน มาถึงกรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงเย็นวานนี้ มีตำรวจหน่วยอรินทราช คุมเข้มตั้งแต่ลงจากเครื่องบินตำรวจ ไปส่งถึงมือคณะพนักงานสอบสวนที่ สน.ปทุมวัน

ก่อนเริ่มเข้าสู่กระบวนการสอบสวน ตำรวจได้นำแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ เข้าตรวจร่างกาย เพื่อยืนยันว่าไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกาย หรือมีอาการเจ็บป่วยใด ๆ ก่อนจะให้เจ้าหน้าที่นิติเวชและกองพิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ และลายพิมพ์นิ้วมือ เพื่อตรวจสอบยืนยันตัวบุคคล โดยมี พลตำรวจตรี พัฒนา เพศยนาวิน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 ร่วมสังเกตการณ์ด้วย ซึ่งการสอบสวนทั้งหมดก็ใช้เวลาราว ๆ 2 ชั่วโมง ก่อนที่ตำรวจจะควบคุมผู้ต้องหารายหนึ่งไปไว้ที่ สน.บางรัก ส่วนอีกคนก็พาเข้าห้องควบคุม สน.ปทุมวัน

พันตำรวจเอก กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตำรวจ บอกกับทีมสนามข่าวว่า คดีนี้ตำรวจควบคุมตัวผู้ต้องหาตามหลักสิทธิมนุษยชน และหลักศาสนาของผู้ต้องหา มีการจัดเตรียมอาหารฮาลาล และไม่จำกัดสิทธิ์ครอบครัวและญาติ หากต้องการเข้าเยี่ยมผู้ต้องหา ซึ่งสามารถทำได้ตามปกติ เช่นเดียวกับผู้ต้องหารายอื่น ๆ ที่ถูกควบคุมตัวระหว่างการดำเนินคดีตามกฎหมาย สอดคล้องกับข้อมูลตามรายงานข่าวที่ระบุว่า ตำรวจได้เตรียมเสื้อผ้าและเสื่อ เพื่อใช้ในการประกอบพิธีละหมาดตามหลักศาสนาอิสลาม ไว้ให้กับผู้ต้องหาทั้ง 2 คน

นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวเรื่องการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาว่า คณะพนักงานสอบสวนได้เตรียมประเด็นการซักถามไว้หลายข้อ เช่น ข้อมูลเรื่องการจัดหาวัตถุดิบเพื่อใช้ในการประกอบระเบิด การตั้งเวลา รวมถึงเลขที่ปรากฏบนวัตถุระเบิด พร้อมกับแจ้ง 4 ข้อหา ฐานอั้งยี่ซ่องโจร, ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และพกพาอาวุธไปในเมืองโดยไม่มีเหตุอันควร ส่วนจะแจ้งข้อหาฐานร่วมกันก่อการร้ายหรือไม่ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาพยานหลักฐาน

อีกความเคลื่อนไหวสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ อยู่ที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเมื่อวานนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้เรียกประชุมทุกฝ่ายที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 อำเภอคือ สุไหงโก-ลก, แว้ง และตากใบ ที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหารือมาตรการคุมเข้มบุคคลที่จะเดินทางเข้า-ออกประเทศ หลังมีข้อมูลการสอบสวนพบว่า นายลูไอ และนายวิลดัน ได้นำชิ้นส่วนที่ใช้ในการประกอบระเบิดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาในไทยผ่านช่องทางปกติ

โดยที่ประชุมยังได้เน้นย้ำให้เฝ้าระวังผู้ต้องสงสัยกว่า 5,000 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีหมาย พรก.ฉุกเฉิน หรือเป็นกลุ่มที่เคยก่อคดีความมั่นคง ให้ทุกหน่วยงานช่วยกันเฝ้าระวัง เพื่อป้องกันการแฝงตัวปะปนกับชาวบ้าน เข้ามาก่อเหตุเช่นเดียวกับผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ซึ่งยอมรับว่ามาตรการคุมเข้มดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อคนที่เดินทางเข้า-ออกประเทศอยู่บ้าง แต่ก็ต้องขอให้ประชาชนเข้าใจเหตุผลและความจำเป็นด้วย