News

บิ๊กป้อม นั่งหัวโต๊ะประชุมแก้แล้ง เคาะงบบูรณาการน้ำ ปี 63 กว่า 1.8 แสนล้าน

14 สิงหาคม 2562 พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และพิจารณาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปี 2563 โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินการให้สามารรถช่วยเหลือประชาชนให้ทันท่วงที พร้อมมอบ สทนช. ติดตามผลการดำเนินการรายงาน ครม. ต่อไป

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แถลงข่าวว่า สถานการณ์น้ำในภาพรวมของประเทศไทยในปัจจุบัน ปริมาณฝนที่ตกตั้งแต่ 1 พ.ค. – 11 ส.ค.2562 มีปริมาณต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออก ที่มากกว่าค่าเฉลี่ย 1% และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ที่มากกว่าค่าเฉลี่ย 3% สำหรับการคาดการณ์ฝนในระยะ 3 เดือนต่อจากนี้ เดือนสิงหาคม ปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ ยกเว้นภาคกลาง และภาคตะวันออก เดือนกันยายน ปริมาณฝนใกล้เคียงค่าปกติ ยกเว้นภาคใต้ ส่วนเดือนตุลาคม ปริมาณฝนในทุกภาค ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ประมาณ 10% ในส่วนของการเคลื่อนตัวของพายุโซนร้อนวิภาในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาคเหนือ อีสาน กลาง ตะวันออก มีฝนเพิ่มมากขึ้น ทำให้เขื่อนใหญ่มีน้ำเพิ่ม 1,560 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำปัจจุบัน มีน้ำผิวดินทั้งประเทศ 40,062 ล้าน ลบ.ม. (49%) โดยภาคเหนือ กลาง อีสาน และตะวันออก มีน้ำน้อยกว่า 50% โดยแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ถึง 26 แห่ง ด้านสถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลัก ลุ่มเจ้าพระยา มีปริมาณน้ำใช้การ 1,457 ล้าน ลบ.ม. ระบายวันละ 21 ล้าน ลบ.ม. หากไม่มีน้ำมาเติม จะระบายได้อีก 54 วัน

ทั้งนี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และได้มอบหมายให้ สทนช. เร่งประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง และขนาดเล็กให้ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงที่อยู่ในความรับผิดชอบตั้งแต่ในขั้นตอนของการออกแบบ การใช้ประโยชน์และการบำรุงรักษาให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน

สำหรับความคืบหน้าสถานการณ์ภัยแล้งที่ จ.สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและคณะจะลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์ในต้นสัปดาห์หน้านั้น สถานการณ์ล่าสุด ที่ จ.สุรินทร์ พบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และกระทบต่อการให้บริการของโรงพยาบาล เนื่องจากปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการผลิตประปา แหล่งน้ำสำคัญ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำห้วยเสนง มีน้ำน้อยเนื่องจากฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้การผลิตน้ำประปา ของการประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุรินทร์ ไม่เพียงพอ โดยแนวทางแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการ (Operation Room) ภัยแล้งจังหวัดสุรินทร์ ปี 2562 เพื่อกำกับการช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะคลี่คลาย และปฏิบัติการฝนหลวงดำเนินการตั้งแต่เดือนเม.ย.62 จนถึงปัจจุบัน  นอกจากนั้นยังประสานหน่วยบัญชาการทหารพัฒนาขุดเจาะน้ำบาดาลในโรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 8 บ่อแล้วเสร็จ ได้ปริมาณน้ำ 800,000 ลิตร รวมถึงใช้รถบรรทุกน้ำจากการประปาส่วนภูมิภาค สาขาสุรินทร์และส่วนราชการต่างๆ ส่งน้ำให้โรงพยาบาลเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น  ในส่วนของ จ.บุรีรัมย์ ปัจจุบันพบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค เนื่องจากสถานการณ์น้ำในอ่างฯ ขนาดใหญ่และกลาง มีปริมาณน้ำน้อย โดยเฉพาะอ่างฯ ห้วยจระเข้มาก และอ่างฯ ห้วยตลาด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เป็นแหล่งน้ำดิบสำหรับผลิตน้ำประปาของ กปภ.สาขาบุรีรัมย์ จำเป็นต้องหาน้ำมาเพิ่มเติมเพื่อให้เพียงพอต่อการผลิตประปา แนวทางแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน โดยจัดทำฝนหลวงตั้งแต่ช่วงเดือน มี.ค.62 – ปัจจุบัน ปรับลดแรงดันน้ำประปาในช่วงกลางคืน ขุดชักเปิดทางน้ำภายในอ่างเก็บน้ำห้วยตลาดเพื่อให้ไหลเข้าบริเวณโรงสูบของการประปาโดยตรง และจัดหาแหล่งน้ำสำรองโดยผันน้ำจากเหมืองหินเอกชนมาเติมน้ำในอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งมอบหมายให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดทำแผนเร่งด่วนเจาะบ่อน้ำบาดาล บริเวณรอบอ่างฯ

ในส่วนของในส่วนของการพิจารณาการปรับปรุงแผนงบประมาณรายจ่าย แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2563 ซึ่งเป็นการทบทวนแผนที่คณะกรรมการฯ ชุดเดิมได้เคยเห็นชอบไว้แล้ว ที่ประชุมวันนี้ ได้ยืนยันหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ โดยหน่วยรับงบประมาณต้องส่งคำของบประมาณผ่านรัฐมนตรีเจ้าสังกัด เพื่อให้คณะกรรมการฯ พิจารณากลั่นกรองและเสนอประธานให้ความเห็นชอบ ก่อนส่งสำนักงบประมาณพิจารณา

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบคำสั่งปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ คณะกรรมการพิจารณาการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และในวันนี้ สทนช. ได้รวบรวมแผนงบประมาณด้านน้ำที่หน่วยงานปรับปรุงคำขอเพิ่มเติมจากที่อนุมัติไว้เดิม เพื่อเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณา จำนวน 17,283 รายการ คิดเป็นวงเงินประมาณ 180,000 ล้านบาท โดยหลังจากนี้ สทนช. จะได้นำแผนงานที่ผ่านมติที่ประชุมไปจัดลำดับความสำคัญตามหลักเกณฑ์และข้อสังเกตในที่ประชุม จากนั้น จะนำเสนอสำนักงบประมาณเพื่อพิจารณาและเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้ความเห็นชอบต่อไป