News

ส่งแม่โพสต์ทำร้ายลูกบำบัด จ.ขอนแก่น

เรื่องยังไม่จบ เพราะหลังจากที่เจ้าหน้าที่กลับออกมา ผู้เป็นแม่เกิดอาการคลุ้มคลั่งทำร้ายลูกอีกแถมยังนำเงินที่มีผู้ใจบุญมอบให้ซื้อนมซื้อของใช้ให้ลูกไปซื้อเบียร์มานั่งดื่มแทน

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงสายวานนี้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งไลฟ์สดขณะใช้เข็มขัดรัดคอเด็กอายุ 1 ขวบ พร้อมโพสต์ข้อความว่าจะฆ่าลูกและตัวเอง ให้เจ้าหนี้ไปตามเก็บเงินในงานศพ ซึ่งคนในโลกออนไลน์พยายามช่วยกันตรวจสอบจนทราบว่าเหตุเกิดที่อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น จึงประสานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าช่วยเหลือได้ทัน

จากการสอบถามทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นแม่แท้ๆ ของเด็ก ส่วนที่ลงมือทำร้ายลูกเพราะเครียดที่ไม่มีเงินใช้และต้องการประชดสามีชาวรัสเซีย ที่ไม่ยอมส่งค่าเลี้ยงดูมาให้ ซึ่งนายอำเภอภูผาม่าน เข้าไปช่วยเหลือ ได้ให้กำลังใจและมอบเงินให้จำนวนหนึ่ง

เหมือนเรื่องนี้จะจบด้วยดีแต่กลายเป็นว่าหลังจากนายอำเภอกลับไป หญิงคนดังกล่าวคลุ้มคลั่งทำร้ายลูกอีกครั้ง หนำซ้ำยังนำเงินไปซื้อเบียร์มานั่งดื่มไม่ได้สนใจว่าลูกจะมีนมกินหรือไม่

วันนี้ปลัดอำเภอภูผาม่าน พร้อมแพทย์โรงพยาบาลภูผาม่าน และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดขอนแก่น ลงพื้นที่ไปตรวจสอบและหาทางช่วยเหลือ และหญิงคนดังกล่าวก็คลุ้มคลั่งอีก โดยพยายามใช้มีดจี้คอตัวเอง

ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเกลี้ยกล่อมให้สงบสติ แต่เหตุการณ์กลับบานปลาย สุดท้ายแพทย์ต้องฉีดยาคลายเครียดก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลจิตเวช และนำตัวลูกชายไปฝากไว้กับตาและยายให้ดูแล

นายแพทย์ชัยณรงค์ มงคลศรีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูผาม่าน บอกว่าตรวจอาการเบื้องต้นพบว่าผู้เป็นแม่มีความเครียดจากการเสพข่าวและคอมเมนต์จากคนในโลกโซเชียล

ประกอบกับผู้เป็นแม่มีอาการคล้ายโรคพิษสุราเรื้อรังทำให้มีอาการหลอน จึงต้องนำตัวไปรักษาอย่างเร่งด่วน

นายประจวบ จิตคุ้ม ปลัดอาวุโส อำเภอภูผาม่าน บอกว่าหลังผู้เป็นแม่ได้รับการรักษาจนหายดี อำเภอจะประสานเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น ให้ไปดูแลสภาพจิตใจ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและหากมีความพร้อมด้านสภาพร่างกายและจิตใจก็จะให้เลี้ยงลูกต่อ

ขณะที่ ศาสตราจารย์นายแพทย์ สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเด็กและวัยรุ่น เปิดเผยว่าการที่แม่กระทำความรุนแรงต่อลูกได้ เป็นความไม่ปกติทางอารมณ์หรือโรคจิตเวช ซึ่งสร้างบาดแผลรุนแรงให้เด็ก แต่หากไม่มีการทำซ้ำเด็กจะกลับมาสู่ภาวะปกติได้ ซึ่งต้องดูแลสภาวะจิตใจเด็กอย่างใกล้ชิด

พร้อมฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงดิจิทัลฯ ที่ควรมีการตรวจสอบความรุนแรง ป้องกันไม่ให้เผยแพร่เนื้อหารุนแรง จัดการปัญหาทันที เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความรุนแรงบนโลกโซเชียลที่อาจส่งผลกระทบผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้