การแก้ปัญหาระบบเสียงในสภาผู้แทนราษฎร และประเด็นข่าวอื่นๆ

วันที่ 16 ส.ค. 2562 เวลา 01:00 น.

Views

เริ่มจากเรื่องร้อนที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่อยากตอบ แต่ฝ่ายค้านอยากรู้ ซึ่งก็ได้ฤกษ์ยื่นญัตติขออภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติให้นายกรัฐมนตรีเข้าสภาชี้แจงกรณีถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนต่อประธานสภาฯ ในวันพรุ่งนี้ โดยยืนยันไม่คิดล้มรัฐบาลแต่ต้องการให้ใช้สภาเป็นเวทีในการหาทางออก ไม่ให้เกิดปัญหาลุกลามในภายหลัง

ขณะที่ พลเอกวิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน บอกว่าจะมีการพิจารณาคำร้องที่ขอให้ส่งเรื่องนี้ให้ศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ โดยในขณะนี้อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันทำงานอย่างอิสระ เป็นกลาง และจะมีมติอย่างเที่ยงธรรมในการตัดสินว่าจะส่งศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง หรือไม่

ส่วนเรื่องวุ่นๆ เกี่ยวกับระบบเสียงในสภากระจายไม่ทั่วถึงจนต้องมีการนำวิทยุธานินทร์ไปวางใช้แก้ขัด ก็พบสาเหตุของปัญหาแล้ว โดย นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าไม่มีการติดตั้งระบบเสียงตามทางเดินห้องประชุมเล็กและห้องน้ำ ทั่วทั้งอาคาร เนื่องจากไม่มีในแบบแปลนตั้งแต่แรก ซึ่งถือเป็นความผิดพลาดตั้งแต่ขั้นตอนอนุมัติ และเตรียมที่จะของบประมาณเพิ่มเติมเพื่อซ่อมแซมในส่วนที่ขาดหายไป หลังมีการส่งมอบพื้นที่จากบริษัทผู้รับเหมาแล้ว
  
ด้าน สส.ต่างสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการประชุมสภา ไม่ว่าจะเป็นระบบเสียงไม่ทั่วถึง ไฟไม่สว่าง ห้องน้ำรั่ว สายฉีดก้นไม่มี ไปจนถึงปล่อยให้คนนอกเดินเพ่นพ่านในสภา
    
ทำให้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ นั่งไม่ติดต้องเดินสำรวจสถานที่ด้วยตัวเอง ไล่ตั้งแต่ห้องรับประทานอาหารไปจนถึงห้องน้ำ พร้อมยอมรับสภาใหม่ยังมีข้อบกพร่องแต่ไม่อยากให้ สส.นำมาเป็นอุปสรรคในการทำหน้าที่เพื่อประชาชน

ส่วนปัญหาแพ้โหวตในสภาของรัฐบาลรอบ 2 ระหว่างการลงมติข้อบังคับการประชุมสภาฯ นั้น ฝ่ายวิปรัฐบาลยังไม่ยอมรับว่าเป็นความพ่ายแพ้ เพราะไม่ใช่การพิจารณากฎหมาย แต่จะมีการคุมเข้ม สส.รัฐบาลมากขึ้น ซึ่งก็ต้องจับตาว่าการนั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และจะเข้าร่วมประชุมครั้งแรกในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ จะช่วยขันน๊อตให้การคุมเสียงในสภามีความเข้มแข็งมากขึ้นหรือไม่

ความคืบหน้าในการยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณี สส.ถือหุ้นสื่อ ซึ่งเริ่มมีการทยอยยื่นคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญกันแล้ว

ที่ฮือฮากันมากคงหนีไม่พ้นทีมกฎหมายของ 21 สส.พลังประชารัฐ ที่ขนเอกสาร 510 แฟ้ม 3 คันรถ รวมเอกสารของ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ หัวหน้าพรรคประชาภิวัฒน์ ที่ให้พรรคพลังประชารัฐเป็นผู้ดำเนินการด้วย และยังมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบการประกอบกิจการและแหล่งที่มาของรายได้ด้วยตนเอง เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณาคำร้องนี้ด้วย

จากนั้นทนายความของ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา นำเอกสารหลักฐานส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อยืนยันว่าไม่ได้ถือหุ้นตามที่ถูกร้องเรียน

และในวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นคิวของ 7 สส.ประชาธิปัตย์ ซึ่งทีมกฎหมายจะไปยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเวลา 10.30 น.

และเรื่องที่เกี่ยวกับการตรวจสอบการทุจริต ซึ่งก็มีความเข้มข้นทั้งในส่วนของสภาและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. โดยล่าสุด ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด นายประหยัด พวงจำปา รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ปกปิดทรัพย์สินภรรยา 6 รายการ รวม 227 ล้าน ซึ่งมีส่วนเชื่อมโยงกับเส้นทางการเงินในคดีทุจริตปลูกปาล์มน้ำมันที่อินโดนีเซีย แต่ยังระบุไม่ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะสรุปสำนวนได้ภายในสิ้นปีนี้
   
ด้านนายประหยัดแถลงด่วนยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง โดยชี้แจงว่า เข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องบัญชีธนาคารในต่างประเทศ ซึ่งภรรยาถือครองกรรมสิทธิ์แทนบุคคลที่ร่วมทำธุรกิจด้วย แต่มีการยื่นทรัพย์สินเพิ่มเติมไปแล้วจึงไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินตามที่กล่าวหา ส่วนทรัพย์สินรายการอื่นๆ นั้น ไม่มีการพิสูจน์ว่าเป็นของภรรยาตน อีกทั้งการไต่สวนเป็นไปอย่างเร่งรีบ ไม่ให้ความเป็นธรรม มีลักษณะกลั่นแกล้ง ไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ป.ป.ช.ไม่เคยให้โอกาสตนได้ชี้แจง ซึ่งได้ไปฟ้องร้องดำเนินคดีเลขา ป.ป.ช. ฐานทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ไว้แล้ว

ขณะที่ นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ยังตามติดการทุจริตโครงการตู้ไปรษณีย์ยักษ์ 7,100,000 บาท และงบปรับปรุงที่ทำการไปรษณีย์ 4 สาขา รวม 32 ล้านบาท โดยขอให้ตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสอบสวน นางสมร เทิดธรรมภูมิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ฯ ภายใน 15 วัน และเตรียมที่จะเปิดโปงการทุจริตล็อตใหญ่มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท เพิ่มเติมด้วย
     
ขณะที่การทำหน้าที่ของประธานผู้ตรวจการแผ่นดินวันนี้ ลงพื้นที่โครงการพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ สั่งการให้การรถไฟแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับแผนการจราจรและการระบายรถโดยรอบ ส่งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาภายใน 90 วัน ป้องกันวิกฤตจราจรในอนาคต ก่อนเปิดให้บริการต้นปี 2564