แม่น้ำมูลทุบสถิติน้ำท่วมใหญ่ปี 2545

วันที่ 12 ก.ย. 2562 เวลา 04:32 น.

Views

เมื่อวานนี้เกิดกระแสข่าวลือว่า จะมีน้ำเหนือจ่อทะลักเข้าจังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงบ่ายของวันนี้ แต่ยังไม่มีการยืนยันหรือหาแหล่งที่มาของข้อมูลได้ ทำให้ผู้ประสบภัยหลายคนเริ่มตื่นตระหนก เร่งขนย้ายทรัพย์สินหนีน้ำขึ้นไปไว้บนชั้น 2 ของตัวบ้าน หลายหลังที่คิดว่าไม่พ้น ต้องขนย้ายออกมาด้านนอก และอพยพขึ้นไปอยู่ตามจุดที่ เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้

สถานการณ์ในปัจจุบัน มีหลายชุมชนถูกปริมาณน้ำโอบล้อม ทั้งจากฝั่งแม่น้ำมูล และห้วย "แจระแม" ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา ระดับน้ำที่ท่วมอยู่ในขณะนี้ กว่า 3 เมตร ยิ่งสร้างความวิตกกังวลให้กับชาวบ้าน ที่หลายคนยังขนย้ายทรัพย์สินออกมาไม่หมด

มีรายงานว่า ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ แม้จะอยู่สูงกว่าจุดน้ำท่วม เกือบ 1 เมตร แต่ก็ไม่ประมาท เริ่มขนย้ายยา กว่า 500 รายการ มูลค่า 40-50 ล้านบาท จากคลังยาชั้นใต้ดินไปอยู่ในที่ปลอดภัย เช่นเดียวกับเครื่องช่วยหายใจ อุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ ในห้อง ICU ชั้น 1 ทั้ง 5 ห้อง ถูกย้ายไปเก็บบนชั้น 2 ส่วนอุปกรณ์ขนาดใหญ่เคลื่อนย้ายลำบาก อย่างเครื่องบำบัดรักษาด้วยออกซิเจนแรงดันสูง ราคากว่า 6,000,000 บาท ซึ่งมีเพียง 2 เครื่องในภาคอีสาน ได้ให้ช่างก่ออิฐบล็อกปิดห้องป้องกันน้ำเข้าไปสร้างความเสียหาย

สำหรับระดับ "แม่น้ำมูล" ที่สถานีวัดน้ำ M7 สะพานเสรีประชาธิปไตย เมื่อเวลา 22.00 น. สูงขึ้นอีก 12 เซนติเมตร หรืออยู่ที่ระดับ 10 เมตร 85 เซนติเมตร มีน้ำล้นตลิ่งอยู่ที่ 3 เมตร 85 เซนติเมตร ถือว่า ท่วมสูงกว่าเมื่อปี 2545 หรือ เมื่อ 17 ปีก่อน ซึ่งมีระดับสูงสุดที่ 10 เมตร 77 เซนติเมตร

วันเดียวกัน กรมชลประทานได้ออกมาชี้แจงถึงสถานการณ์น้ำทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และการบริหารจัดการน้ำชี-มูล เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ 8 จังหวัดที่เดือดร้อน ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ มุกดาหาร อุบลราชธานี และมหาสารคาม โดยชะลอน้ำจากแม่น้ำชีตอนบน ที่เขื่อนมหาสารคาม ด้วยการลดบานระบายน้ำลงให้เหลือ 10 เซนติเมตร และทำการควบคุมการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จำนวน 23 แห่ง ด้านท้ายเขื่อนมหาสารคาม ปรับลดอัตราการระบายน้ำให้เหลือวันละ 36 ล้านลูกบาศก์ เมตร และจะทยอยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ "แม่น้ำมูล" กรมชลประทาน จะทำการชะลอน้ำที่เขื่อนราศีไศล ให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ด้านท้ายน้ำ โดยจะติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับลดการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก จำนวน 57 แห่ง รวมไปถึงการชะลอน้ำใน "ลำเซบาย" จังหวัดอำนาจเจริญ และ "ลำเซบาย" จังหวัดอุบลราชธานี ตลอดจนลำโดมใหญ่ และลำน้ำสาขาอื่นๆ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำ พร้อมกับเฝ้าระวังปริมาณน้ำในแม่น้ำมูล ที่ไหลผ่านสถานีวัดน้ำ M.7 ให้อยู่ในอัตรา 4,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

ทั้งนี้ การระบายน้ำในแม่น้ำมูลให้ไหลลงสู่แม่น้ำโขง จะระบายได้ช้า หรือเร็ว ขึ้นอยู่กับระดับน้ำในแม่น้ำโขง หากระดับน้ำลดต่ำลง การระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงจะทำได้เร็วขึ้น แต่หากระดับน้ำในแม่น้ำโขงสูงมาก จะส่งผลให้น้ำระบายได้ช้าเช่นกัน