ลักข้อมูลจากสำเนาบัตรเครดิตลูกค้ารูดซื้อของ

วันที่ 12 ก.ย. 2562 เวลา 01:38 น.

Views

วันนี้ตำรวจกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือ ปอท. ไปจับกุมมิจฉาชีพมาได้คนหนึ่ง ชื่อนายสาธิต จันทร์โพธิ์ อายุ 29 ปี เป็นพนักงานเคาน์เตอร์รับชำระเงิน ของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่ง พร้อมกับยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ , กล้องโกโปร, อุปกรณ์ไอที, สินค้าแบรนด์เนม นาฬิกาหรู, รองเท้ากีฬาแฟชันราคาแพง และรถยนต์อีก 3 คัน ทั้งหมดเป็นของที่ได้จากการใช้ข้อมูลจากสำเนาบัตรเครดิต และสำเนาบัตรประชาชนของผู้อื่น ไปสั่งซื้อทางออนไลน์ เมื่อได้สินค้ามาแล้ว ก็จะนำไปประกาศขายต่อในเว็บไซต์ต่างๆ

ตำรวจบอกว่า ก่อนหน้าจะมีการจับกุมผู้ต้องหารายนี้ ได้มีผู้เสียหายมาร้องทุกข์ว่า บัตรเครดิตของตนมียอดการใช้จ่ายจากการสั่งซื้อสินค้า ทั้งๆ ที่ไม่ได้สั่งซื้อ ตำรวจจึงได้ตรวจสอบแผนประทุษกรรม และพบว่าคนร้ายใช้วิธีที่ค่อนข้างจะซับซ้อนทั้งการแก้ไขข้อมูลบัตรเครดิตในขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้า , การให้ที่อยู่ปลอมในการรับพัสดุ เพื่อให้พัสดุถูกตีกลับ เมื่อบริษัทรับส่งพัสดุแจ้งให้ผู้ต้องหาไปรับพัสดุ ทางอีเมล์หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ไว้ ก็จะใช้สำเนาบัตรประชาชนของผู้เสียหาย ปลอมใบมอบอำนาจและเรียกใช้บริการพนักงานบริษัทรับ-ส่งสินค้า ให้ไปรับพัสดุแทน และนำมาส่งในจุดนัดหมาย

ซึ่งหลังจากทราบว่าผู้ต้องหารายนี้ได้สั่งซื้อสินค้าอีกรอบ ตำรวจจึงได้วางแผนสะกดรอย ติดตามพนักงานรับส่งพัสดุ และเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ ขณะมารับสินค้าที่ห้างแห่งหนึ่งย่านพระราม 2 ค้นในตัวก็พบสำเนาบัตรประชาชนของผู้อื่นอีกจำนวนมาก ก่อนที่ตำรวจจะนำตัวไปค้นบ้านพัก และยึดของกลางข้างต้นได้ ซึ่งจากการสอบปากคำผู้ต้องหา ก็ยอมรับว่าก่อเหตุดังกล่าวจริง ก่อนหน้านี้เคยเป็นพนักงานเคาน์เตอร์เก็บเงินของบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ถูกไล่ออกเพราะบริษัทจับได้ว่านำข้อมูลของลูกค้า ไปใช้โดยทุจริต จึงไปสมัครทำงานกับบริษัทแห่งใหม่ และทำมาได้ประมาณ 3-4 เดือนแล้ว วิธีการขโมยข้อมูลของลูกค้า ก็จะฉวยโอกาสช่วงที่ลูกค้ามาชำระเงิน หรือปิดเบอร์ ทำสำเนาบัตรเครดิต และบัตรประชาชนไว้ เพื่อนำไปใช้ก่อเหตุ

วิธีการขโมยข้อมูล และการนำข้อมูลไปใช้แล้ว ก็น่าตกใจว่ามันไม่น่าจะง่ายขนาดนี้ เพราะปกติเวลาใช้บัตรเครดิต ก็ให้บัตรกับพนักงานไปรูดกับเครื่องรูดบัตร บางครั้งก็ไม่ได้ตามไปดู ถ้าเขาแอบถ่ายรูปบัตรเครดิตของเราไว้ ก็ค่อนข้างจะน่ากลัว

ด้วยวิธีง่ายๆ อย่างนี้ ก็ทำให้ผู้ต้องหามีเงินมาซื้อทรัพย์สินราคาแพงๆ ได้จำนวนมาก ซึ่งจากการก่อเหตุมาประมาณ 3 ปี ก็ทำให้มีเงินไปซื้อทาวน์เฮ้าส์ ย่านพระราม 2 ราคากว่า 2,000,000 บาท, ซื้อรถยนต์มินิคูเปอร์ ราคา 2,500,000 บาท, รถยนต์ฮอนด้า CRV ราคา 1,400,000 บาท และรถยนต์โตโยต้า CHR ราคากว่า 1,000,000 บาท ทั้งหมดนี้ ต้องขอบอกว่าผู้ต้องหาซื้อด้วยเงินสด ที่ได้จากการฉ้อโกงผู้อื่น

แต่เรื่องแบบนี้ ก็มีวิธีป้องกัน หรือบรรเทาความเสียหายได้ เพียงแค่เราใช้ความรอบคอบสักนิดในการใช้บัตรเครดิต หากนำบัตรฯ ไปใช้จ่ายไม่ว่าจะที่ร้านใด อย่าปล่อยให้บัตรเครดิตอยู่กับผู้รับบริการเพียงลำพัง ต้องติดตามดูการใช้บัตรไม่ให้คลาดสายตา เพราะอาจถูกผู้ไม่หวังดีแอบทำสำเนาไว้ ส่วนข้อมูลต่างๆ บนบัตรห้ามใช้วิธีการขูดลบขีดฆ่า เพราะจะทำให้บัตรเสีย หรือใช้งานไม่ได้ แต่ควรหาสติกเกอร์ทึบมาปิดทับไว้ และตรวจสอบทุกครั้งว่าสติกเกอร์มีร่องรอยถูกแกะออกหรือไม่ และหากมีการใช้บริการแจ้งเตือนการใช้งานบัตร ฯ ทาง SMS หรือ โมบาย แบงก์กิง ก็จะอุ่นใจได้อีกนิดหนึ่งว่า หากมีการใช้บัตรฯ เจ้าของบัตรฯ ก็จะทราบได้ทันที