ข่าวในประเทศ

นิพิฏฐ์วอนอย่ามองเป็นการเมือง ปมผู้พิากษายิงตัวหลังตัดสิน

จากกรณีนายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดยะลา ได้ใช้อาวุธปืนพกสั้นก่อเหตุพยายามฆ่าตัวตาย เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ หลังพิพากษาคดีความมั่นคง ณ ห้องพิจารณา 4 ศาลจังหวัดยะลาเมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 4 ต.ค. 62 ที่ผ่านมา นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะทนายความ ได้แสดงความคิดเห็นกรณีดังกล่าวว่า  เราอย่ามองเรื่องนี้เป็นการเมือง ผู้พิพากษาบางท่าน อาจจะชอบพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งเป็นพิเศษนั้น เป็นสิทธิ์ของท่าน เพราะท่านก็เป็นพลเมืองของประเทศนี้ ท่านอาจจะชื่นชอบพรรคการเมืองใดก็ได้  ถ้าท่านคิดว่า พรรคการเมืองนั้นสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ตรงกับหน่วยงานของท่านที่มีปัญหาอยู่

สำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นมีประเด็นหลักๆ อยู่อย่างเดียวคือในกระบวนการของศาลไทยมีการแทรกแซงคำพิพากษาได้หรือไม่ สำหรับผู้พิพากษาที่ท่านยิงตัวเอง ท่านบอกว่ามีการแทรกแซงการพิพากษาได้ และท่านรู้สึกว่าท่านไม่อิสระในการติดสินคดี เพราะถูกแทรกแซงจากผู้บังคับบัญชา เพราะฉะนั้นสังคมก็ต้องดูตรงนี้ว่าในกระบวนการตุลาการของไทยมันมีการแทรกแซงได้จริงหรือเปล่า ซึ่งถ้าเราดูโครงสร้างของกฎหมายมันไม่สามารถแทรกแซงได้ เพียงแต่มีอำนาจของหนึ่งของผู้บังคับบัญชาหรือที่อธิบดีมี คือการให้คำแนะนำผู้พิพากษาในเขตศาลของตัวเอง แต่เมื่อแนะนำแล้วผู้พิพากษาจะไม่ปฏิบัติตามก็ได้ แต่ถ้าแนะนำแรงไป หรือมีการคาดโทษในกรณีที่ผู้พิพากษาไม่ทำตาม อันนี้ก็ถือเป็นการแทรกแซงได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นมันขึ้นอยู่กับบุคลิกของผู้พิพากษาและอธิบดีแต่ละคนด้วยว่า มีวิธีแนะนำอย่างไรอย่าให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกว่าคุณกำลังแทรกแซงอยู่

ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาเอง ซึ่งเป็นผู้พิพากษา บางคนก็มีความอ่อนไหว คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่โตมากสำหรับเขา หากถูกผู้บังคับบัญชาแนะนำหรือถูกผู้บังคับบัญชาตำหนิ แต่บางคนก็อาจจะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาท่านแนะนำเราก็ปฏิบัติตามไป ขึ้นอยู่กับบุคลิกของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคน แต่ในกรณีผู้พิพากษาท่านนี้ ที่ติดสินใจยิงตัวตาย ท่านคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับท่าน และท่านก็คิดว่า ท่านถูกแทรกแซงแล้วและท่านก็รับไม่ได้ท่านก็เลยติดสินใจในการยิงตัวตายพร้อมมีเอกสารอธิบายถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อหวังให้สังคมได้รับรู้

นายนิพิฏฐ์ ยังกล่าวด้วยว่า  ในส่วนของเรื่องการแทรกแซงหากเกิดขึ้นจริงๆ ในมุมมองของตน คิดว่าวิธีการที่จะแก้ได้ทุกอย่างจะต้องโปร่งใส่ สามารถตรวจสอบได้  เป็นเรื่องที่แก้ได้ยาก เพราะเราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าในประเทศนี้อำนาจ 3 อำนาจ คือ นิติบัญญัติ  บริหาร และตุลาการ  แต่สิ่งที่ตรวจสอบไม่ได้คืออำนาจตุลาการ ตนเป็นคณะกรรมการแก้วิกฤตตุลาการมาตลอด รวมทั้งเคยคิดกันว่าจะมีการสร้างโครงสร้างเสมือนในต่างประเทศว่าต้องให้ทั้ง 3  อำนาจมีการถ่วงดุลกัน ทั้งต้องให้มีการตรวจสอบได้ แต่เราไม่สามารถใช้วิธีการตรวจสอบตุลาการได้  เพราะเราไม่เชื่อใจนักการเมือง ไม่เชื่อว่านักการเมืองจะตรวจสอบผู้พิพากษาได้ และจะดีกว่าระบบเดิม  เพราะต้องยอมรับความจริงว่า นักการเมืองบางส่วนมีสีเทา บางส่วนก็สีดำ และบางส่วนก็สีดำมาก ซึ่งหากจะใช้นักการเมืองที่มีสีเทา สีดำ ไม่ถ่วงดุล หรือไปดูแลกระบวนการตุลาการ จะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหามานานร่วม 30 ปี ที่มีการคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แต่สุดท้ายก็ยังหาวิธีไม่ได้

แต่พอกรณีผู้พิพากษายิงตัวตายเกิดขึ้น ในมุมมองของตน มองว่า อย่าให้การยิงตัวตายของท่านสูญเปล่า ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องดูว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่ต้องทบทวนกระทวนการยุติธรรม และดูว่าจะต้องทบทวนในเรื่องไหนบ้าง เพราะสิ่งที่ต้องทบทวน ก็เพื่อประชาชน เพราะหากถึงวันหนึ่งที่ต้องขึ้นศาล ประชาชนจะต้องมีความเชื่อและมั่นใจว่าจะคดีของท่านจะไม่ถูกแทรกแซง