ข่าวในประเทศ

ศาลปราณี สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รอลงอาญาโทษจำคุก 2 ปี

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง พิพากษายืนโทษจำคุกนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ เป็นเวลา 2 ปี คดีออกหนังสือเดินทางหรือพาสปอร์ตให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่แก้ไขโทษจำคุกให้รอลงอาญา เนื่องจากมีความประพฤติดีและมีโรครุมเร้าและปรับเงิน 1 แสนบาท

วันนี้นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ  จำเลยคดีออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยมิชอบ เดินทางมาพร้อมกับญาติ, คนใกล้ชิดและทนายความ เดินมาศาลฎีกาตั้งแต่เวลา 08.00 น. ก่อนถึงกำหนดนัดอ่านคำพิพากษาอุทธรณ์เวลา 11.00 น. โดย “นายสุรพงษ์” สวมเสื้อผ้าชุดขาวนั่งรถเข็น สวมหน้ากากอนามัยและแว่นตาดำ พร้อมกับสวมหมวกด้วยเนื่องจากมีอาการป่วยหนัก โดยในการฟังคำพิพากษานี้ศาลก็ได้จัดชุดเจ้าหน้าที่พยาบาลไว้เพื่อเตรียมความพร้อมกรณีมีเหตุฉุกเฉินด้วย

คดีนี้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องเมื่อเดือน มี.ค. 60 หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติต้นเดือน ก.พ.60 ที่ผ่านมา ชี้มูลความผิดทางอาญา นายสุรพงศ์ อดีต รมว.ต่างประเทศ ที่ได้ลงนามในการพิจารณาออกหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ต.ค.54 ทั้งที่ขณะนั้นนายทักษิณ ยังเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับในคดีร่วม นปช.ก่อการร้าย และคดีอาญาอื่น ๆ รวมทั้งคดีที่ศาลมีคำพิพากษาจำคุกแล้ว อันเป็นการกระทำที่ ขัดต่อระเบียบข้อบังคับกระทรวงการต่างประเทศ ว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ.2548 ข้อ 21 (2) (3) และ (4) ทำให้กระทรวงการต่างประเทศเสียหาย

คดีนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 19 มิ.ย 61 องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวที่ผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดโดยให้จำคุกจำเลยเป็นเวลา 2 ปี ก่อนที่นายสุรพงษ์จะยื่นอุทธรณ์

ส่วนวันนี้องค์คณะชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ 9 คนพิเคราะห์พยานหลักฐานต่างๆแล้ว เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลย ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงใน 6 ประเด็นนั้นฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษาว่านายสุรพงษ์จำเลย มีความผิดส่วนที่จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา องค์คณะฯ เห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการขัดขวางกระบวนการยุติธรรมส่วนหนึ่ง เนื่องจากการกระทำนั้นทำให้นายทักษิณ เกิดความสะดวกในการเดินทางไปทางไปต่างประเทศ ทั้งที่ศาลได้มีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่ดินรัชดาภิเษก และมีหมายจับในคดีอื่นๆ ด้วย จึงไม่มีเหตุลดโทษ

ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ตามที่จำเลยได้อุทธรณ์ว่าระหว่างพิจารณาคดีได้ส่งผลต่อสุขภาพ จำเลยมีอาการป่วยเป็นเบาหวาน โรคหัวใจและไขมันในเลือด รวมทั้งมะเร็งซึ่งได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองที่คอและท้อง ขณะเดียวกันจำเลยก็มีอายุมากแล้ว องค์คณะฯจึงเห็นควรให้โอกาส โดยองค์คณะฯมีมติเสียงข้างมาก พิพากษาแก้เป็น ให้จำคุกจำเลย 2 ปี  โทษจำคุกรอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี แต่ให้มีโทษปรับในความผิดนี้ด้วยเป็นเงินจำนวน 100,000 บาท