ข่าวในประเทศ

พริตตีสาวเผย เสี่ยท็อปเคยพาไปฮ่องกงโดยการบินชั้นประหยัด

อดีตภรรยาเสี่ยท็อป เปิดใจ ครั้งแรก เสี่ยหมื่นล้านเคยพาไปฮ่องกงโดยการบินชั้นประหยัด และนั่งแท็กซี่แดงในฮ่องกง นอนโรงแรมปกติ ไม่ใช่โรงแรมหรู ส่วนรถหรูอ้างขายทิ้งหนีการตรวจสอบสมัยทำงานกับรัฐบาล ส่วนการเดินทางมาวันนี้ต้องการให้ ปอท ตรวจสอบภาพทรัพย์สินทั้งหมดที่รวบรวมมา ว่าเข้าข่ายความผิดใดหรือม่

นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อมด้วย น.ส. ดาริน พริตตีสาว อดีตภรรยา นายธนณัฏฐ์ สิริปิยพร หรือ เสี่ยท็อป ที่ถูกหลอกให้จัดงานแต่งงาน ก่อนถูกทิ้งให้ต้องใช้หนีสิ้นรวมกว่า 3.5 ล้านบาท เดินทางเข้า พบ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. เพื่อนำหลักฐานเป็นภาพถ่ายทรัพย์สิน เช่นรถหรู เงิน เครื่องบิน บัญชีความเคลื่อนไหวทางการเงิน วุฒิการศึกษา บ้านหรู ที่เสี่ยท็อป เคยมีการโพสต์ภาพออกทางสื่อออนไลน์รวมถึงที่มีการส่งให้กับนางสาวดาริน ดูเพื่ออ้างว่า ตนเองมีทรัพย์สินดังกล่าวไว้ครอบครอง ซึ่งการขอให้ตรวจสอบในครั้งนี้อยากให้ตรวจสอบว่า มีจริงหรือไม่ และเช้าเงื่อนไขความผิดใดที่สามารถดำเนินการทางคดีได้หรือไม่

โดยน.ส.ดาริน เผยว่า ตนเองคบหาดูใจกับเสี่ยท็อปตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม ที่ผ่านมา และที่ตัดสินใจตกลงแต่งงานด้วยเพราะเห็นว่าเสี่ยท็อปดูแลเอาใจใส่ครอบครัวตนเองเป็นอย่างดี แต่หลังการแต่งงานเริ่มรู้สึกเริ่มสงสัยหลายประเด็น ทั้งการพยายามบ่ายเบี่ยงการจ่ายเงินค่าจัดงานแต่ง ต่างๆ โดยเสี่ยท็อปจะอ้างว่าต้องรอเงินจากการทำธุรกิจที่ฮ่องกง จนสุดท้ายไม่สามารถหาเงินมาจ่ายได้จนมีการทะเลาะกัน จนนำไปสู่การหย่าร้าง โดยเสี่ยท็อปได้เซ็นสลักหลังใบหย่าว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการแต่งงาน ทั้งหมด

น.ส.ดาริน ยอมรับว่ าก่อนแต่งงานเคยเดินทางไปที่ฮ่องกง มา 1 ครั้ง โดยไปเพียง 1 วัน เนื่องจากเสี่ยท็อปอ้างว่า ไม่สามารถเบิกเงินข้ามประเทศได้ จึงต้องเดินทางไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ ธนาคารในฮ่องกงด้วยตนเอง ซึ่งการเดินทางไปด้วยเครื่องบินสายการบินหนึ่ง ในชั้นประหยัด พักในโรงแรมทั่วไป และเดินทางในฮ่องกงด้วยรถแท็กซี่ ทั้งขาไปและขากลับ

ส่วนการเดินทางของเสี่ยท็อปก่อนหน้านี้ที่เคยเดินทางไปหาตนเองที่บ้านเกิด ก็ใช้เพียงรถเช่าธรรมดา ไม่ได้ใช้รถหรูตามภาพที่เคยส่งให้ดู และเมื่อถามถึงรถหรูต่างๆ เสี่ยท็อปก็จะบอกว่า เคยมีแต่ขายไปให้ผู้อื่นไปแล้ว เนื่องจากเคยทำงานให้รัฐบาล และถูกตรวจสอบบัญชี จนทำให้ต้องเครียร์ทรัพย์สินทั้งหมดในไทยออกและย้ายไปลี้ภัยที่ฮ่องกงมาระยะหนึ่ง จนกระทั่งเรื่องเงียบ ก็อยากกลับมาอยู่ประเทศไทย และอยากสร้างครอบครัว ส่วนประวัติการเคยมีครอบครัวของเสี่ยท็อป ตนรู้เพียงว่า เสี่ยท็อปเคยแต่งงานมาแล้ว 4 คน  แต่ละคนเป็นใครบ้าง และเคยช่วยเหลือกันมาอย่างไรบ้าง ส่วนสาเหตุที่ทำให้ต้องเลิกเสี่ยท็อประบุเพียว่า ไปด้วยกันไม่ได้
  
สำหรับประเด็นสุดที่เสี่ยท็อปออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์ ว่า ไม่ได้รู้สึกอะไรกับตนเองอีกแล้ว ก็ยอมรับว่า ตนเองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแล้วเช่นกัน เพราะคิดว่าคำพูดของเสี่ยท็อปหาความจริงไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาก็พูดไม่เคยตรงกับความจริงเลยสักครั้ง