เช้านี้ที่หมอชิต

ตร.เร่งล่ากลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 35 คน ยกพวกดวลปืนแย่งจีบสาว

เช้านี้ที่หมอชิต -จากกรณีหนุ่มต่างอำเภอแย่งกันจีบสาว ก่อนยกพวกตะลุมบอน และเปิดฉากดวลปืนกันสนั่น ทำให้มีคนเจ็บ 6 คน และเสียชีวิตอีก 1 คน ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจจับผู้ก่อเหตุได้แล้ว 2 คน ล่าสุดพบว่ามีผู้ร่วมก่อเหตุมากถึง 35 คน 

ความคืบหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ก่อเหตุทะเลาะวิวาทภายในผับแห่งหนึ่ง ในพื้นที่หมู่ 14 ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อช่วงกลางดึกวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา กล้องวงจรปิดบริเวณหน้าผับที่เกิดเหตุสามารถบันทึกภาพกลุ่มชายกำลังชกต่อยกันชุลมุน และรุมทำร้ายชายคนหนึ่ง ก่อนที่ชายคนนั้นจะชักปืนยิงขึ้นฟ้าฝ่าวงล้อมออกไป ขณะเดียวกันกลุ่มชายฉกรรจ์ที่เหลือก็ยังทะเลาะวิวาทชกต่อยกันต่อ เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 6 คน และมีผู้เสียชีวิต 1 คน คือ นายอิทธิกร โสภากุล อายุ 36 ปี ถูกยิงที่ศีรษะ

ตำรวจสามารถจับผู้ก่อเหตุได้คือนายสุเทพ ถนัดไถ อายุ 35 ปี และนายเอกลักษณ์ อยู่สบาย อายุ 26 ปี ทั้งคู่ให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทจริง แต่ไม่มีปืนและไม่ได้เป็นมือยิง

เมื่อวานนี้ (14 ต.ค.) ตำรวจเปิดเผยว่า ได้ทยอยเรียกตัวผู้ก่อเหตุทั้ง 2 กลุ่มมาสอบปากคำเพิ่มเติม พบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุมีทั้งหมด 35 คน โดยเป็นคนฝั่ง อำเภอพิมาย จำนวน 22 คน  และฝั่งอำเภอคง จำนวน 13 คน ขณะนี้สอบปากคำไปแล้วประมาณ 20 คนยังเหลืออีกบางส่วน กรณีนี้มีอยู่ 2 คดี คือคดีก่อเหตุทะเลาะวิวาทกัน และคดีฆ่าคนตาย

ตำรวจจะดำเนินการควบคู่กันไป โดยคดีฆ่าคนตายที่ก่อนหน้านี้จับผู้ต้องหาได้แล้ว 2 คน เป็นฝั่งของกลุ่มจากอำเภอพิมาย แต่ยังปฏิเสธว่าไม่ได้ลงมือยิงโดยผู้ต้องหาทั้ง 2 คนอ้างว่า ขณะเกิดเหตุทะเลาะวิวาท นายอิทธิกรได้ชักปืนออกมายิงขึ้นฟ้าขู่ หลังจากนั้นก็มีการแย่งปืนกันจนชุลมุน เป็นเหตุให้เกิดปืนลั่นใส่นายอิทธิกรเสียชีวิต    

แต่จากพยานและหลักฐาน ตำรวจเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 คน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายอิทธิกร จึงแจ้งข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดพิมาย เพื่อเตรียมส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องศาลต่อไป

ส่วนคดีทะเลาะวิวาทยังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีกับใคร เนื่องจากต้องรอสอบปากคำพยานและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก่อน คาดว่าจะสามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ภายในสัปดาห์นี้ ขณะที่ตำรวจได้สั่งปิดผับที่เกิดเหตุชั่วคราว เพื่อตรวจสอบว่าเปิดให้บริการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งเปิดให้เยาวชนเข้าไปมั่วสุมหรือไม่ เพราะมีข้อมูลว่าหลายปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนชื่อร้านมาแล้ว 3-4 ครั้ง หากตรวจพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายก็จะสั่งปิดถาวร และแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของร้านต่อไป