เจาะประเด็นข่าวค่ำ

แพทย์เตือน พฤศจิกายนนี้ ฝุ่น PM 2.5 กลับมาวิกฤต คาดมีผู้ป่วยหอบหืดเพิ่ม

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชายชาญ โพธิรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยในงานเสวนา “โรคหืดว่าด้วยมิติใหม่การรักษาและรับมือฝุ่นพิษปลายปี” ในงานประชุมวิชาการประจำปีสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทยว่าในเดือนพฤศจิกายนนี้จนถึงเดือนเมษายนปีหน้า เป็นช่วงที่มีความกดอากาศสูงจะทำให้ฝุ่นควันไม่ลอยกระจายออกไป ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นสะสมในทุกภาคของประเทศไทย ยกเว้นภาคใต้

ซึ่งช่วงดังกล่าว มีการเผาซากทางการเกษตร ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการเผาของประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศเมียนมา และช่วงเดือนพฤศจิกายน ทางประเทศกัมพูชาก็จะมีการเผา ดังนั้นทางตะวันออกของกรุงเทพมหานคร คาดว่าจะได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะทิศทางลมจะพัดเอาฝุ่นเหล่านี้เข้ามา

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ชายชาญ ยังระบุอีกว่า การก่อสร้างรถไฟฟ้าต่างๆ รวมถึงการจราจรที่ติดขัด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทำให้เกิดการเผาไหม้และปล่อยควันเสียมากขึ้น เป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งสาเหตุเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่ตลอดทั้งปี และจะมีผลขึ้นมาเมื่อเกิดภาวะอากาศปิด

แม้ว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดผลกระทบจริงๆ มาจากการเผาในที่โล่งมากกว่า เพราะพบว่าดัชนีการจราจรไม่ได้สัมพันธ์กับฝุ่นที่เพิ่มขึ้น เช่น ช่วงตอนกลางคืนที่รถไม่ได้ติด ปริมาณรถก็ไม่ได้มาก แต่กลับมีฝุ่นเพิ่มขึ้น

ซึ่งปัญหาฝุ่น PM2.5 มีผลกระทบทั้งระยะสั้นและยาว อาจทำให้คนที่ไม่เคยป่วย กลับป่วยได้ โดยเฉพาะโรคหอบหืด ส่วนคนที่ป่วยอยู่แล้วจะรุนแรงขึ้น ควบคุมอาการของโรคได้น้อยลง จนส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน ไม่สามารถออกไปเรียนไปทำงานได้ ต้องใช้ยาช่วยบรรเทาอาการถี่ขึ้น หรืออาจต้องมานอนห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลมากขึ้น

จากผลการศึกษา พบว่าฝุ่น PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จะทำให้ผู้ป่วยหอบหืดมาห้องฉุกเฉินเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 หากฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้นมาเป็น 100% ก็จะมีผู้ป่วยมากถึง ร้อยละ 30 ซึ่งในระยะยาวยังทำให้อายุขัยสั้นลง เกิดโรคมะเร็งปอดง่ายขึ้น เป็นโรคความดัน เบาหวาน โรคไต โรคหัวใจขาดเลือดได้ง่ายขึ้นด้วย

ดังนั้น ในช่วงปลายปีที่มีปัญหาฝุ่น จึงแนะนำให้ประชาชนโดยเฉพาะผู้ป่วยควรติดตามดัชนีคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง หากเริ่มมีผลกระทบควรป้องกันด้วยการใส่หน้ากากป้องกัน N95 หรือเปิดเครื่องฟอกอากาศ เพราะในบ้านและนอกบ้านค่าฝุ่นไม่ได้ต่างกัน

ส่วนกรณีที่มีการติดตั้งหอฟอกอากาศที่หน้าลานเซ็นทรัลเวิลด์ มองว่าสามารถช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นได้ประมาณร้อยละ 10 ถึงร้อยละ 15 ขึ้นกับว่าเป็นพื้นที่อับและมีชุมชนหนาแน่นหรือไม่ เพราะหากเป็นพื้นที่อับก็อาจจะได้ผลมากกว่า และอาจจะต้องมีการใช้หอฟอกอากาศหลายตัวจึงจะช่วยลดปริมาณฝุ่นลงมาได้