สนามข่าว 7 สี

หนิง ปณิตา โพสต์ไม่พอใจหลังถูกตำรวจจราจรเรียกจับ

"หนิง ปณิตา" โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมส่วนตัว หลังเจอตำรวจจราจรไม่รีบเขียนใบสั่งที่เห็นทำผิดกฎจราจร คล้ายกับว่าจะเรียกรับเงิน ล่าสุดเพจเฟซบุ๊กของ บก.จร. ชี้แจงข้อเท็จจริงเหตุดังกล่าวว่า เป็นเพราะดูไม่ออกว่ารถยี่ห้ออะไร และยังตรวจสอบภายหลัง พบว่ารถที่หนิงนำมาใช้เป็นรถที่ไม่ได้จดทะเบียน

กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม หลังจากที่ นางสาวปณิตา ธรรมวัฒนะ หรือ หนิง ปณิตา โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมส่วนตัวว่าถูกตำรวจจราจรจับกุม โดยยอมรับว่าต้นเหตุมาจากเรื่องที่ไม่รู้เส้นทาง และต้องขับรถไปเข้าฉากเอง ระหว่างทางเกิดขับรถผิดเลน จึงรีบหักรถออก ทำให้ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุเรียกให้จอดเพื่อออกใบสั่ง ซึ่งเรื่องนี้หนิง บอกว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว และก็ไม่ห้ามใด ๆ ยังได้พูดกับตำรวจด้วยว่าให้เขียนใบสั่งได้เลย

แต่กลับพบว่าตำรวจนายดังกล่าวถามรายละเอียดและเดินวนไปวนมา แม้แต่ยี่ห้อรถ จึงตั้งข้อสังเกตว่าคล้ายกับต้องการเรียกรับเงิน จึงบอกให้ตำรวจรีบออกใบสั่ง ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่เป็นตัวอย่างแบบผิด ๆ กับคนในสังคม ซึ่งเรื่องนี้ก็มีคนเข้าไปแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็เข้าไปชื่นชมว่าทำถูกต้อง และมีบางส่วนที่ทักท้วงว่าที่โพสต์ไม่มีหลักฐานใด ๆ มายืนยัน

ผู้สื่อข่าวได้ไปพูดคุยกับ หนิง ปณิตา แล้ว ซึ่งก็ยอมรับว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้าวานนี้ (21 ต.ค.) ซึ่งไม่ขอเปิดเผยว่าเหตุเกิดตรงจุดใด และอยู่ในพื้นที่ของ สน.ใด ยืนยันว่าพร้อมจะไปชำระค่าปรับตั้งแต่แรก แต่เห็นว่าตำรวจมีท่าทีคล้ายถ่วงเวลา จึงต้องพูดยืนยันให้ตำรวจออกใบสั่งให้ สุดท้ายตำรวจก็ไม่ได้ออกใบสั่งดำเนินคดีแค่ข้อหาเดียว แต่แจ้งถึง 3 ข้อหา คือ ไม่พกพาใบอนุญาตขับขี่, ไม่ต่อภาษีรถยนต์ และเลี้ยวรถในที่ห้ามเลี้ยว ก่อนจะแยกจากกัน

เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก "1197 สายด่วนจราจร" ซึ่งเป็นเพจของกองบังคับการตำรวจจราจร กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็ได้โพสต์ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยพบว่าตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ คือ สิบตำรวจโท ธีรพงษ์ ขาบจันทึก ผบ.หมู่งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดี-รังสิต กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจจราจร โดยจุดเกิดเหตุอยู่ระหว่างถนนวิภาวดี และเส้นเบี่ยงทางคู่ขนานที่จะมุ่งหน้าไปทางรัชโยธิน หน้าโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่ง พบลักษณะกระทำผิดตามที่ หนิง โพสต์ข้อความยอมรับผิดไว้

ส่วนที่มีการแจ้งความผิดเป็น 3 ข้อหา เพราะนอกจากทำผิดเรื่องการเปลี่ยนช่องทางกะทันหัน โดยการขับรถฝ่าเส้นทึบบนทางแล้ว ยังพบว่าไม่ได้พกพาใบขับขี่ และปรากฏหลักฐานชัดเจนบนป้ายวงกลม ว่ายังไม่ได้ชำระภาษีประจำปี ก่อนจะเขียนใบสั่งให้ไป

ส่วนที่ หนิง เห็นว่าตำรวจคล้ายจงใจถ่วงเวลา เกิดจากไม่ทราบว่ารถที่หนิงขับยี่ห้ออะไร ประกอบกับเมื่อสอบถามแล้วก็สะกดไม่ถูก จึงต้องซักถามอย่างละเอียด ทั้งนี้ยืนยันว่าระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่ได้มีการสนทนาเรียกรับผลประโยชน์แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ตำรวจได้นำข้อมูลดังกล่าวไปบันทึกข้อมูลลงในระบบ ก็พบว่าหมายเลขทะเบียนดังกล่าวเป็นรถคนละรุ่น คนละยี่ห้อกัน โดยได้มีการตรวจสอบซ้ำและพบว่าข้อมูลตรงกัน จึงเชื่อได้ว่าผู้ขับขี่ได้นำรถที่ยังไม่ได้จดทะเบียนมาใช้งาน ซึ่งจะมีการดำเนินคดีส่วนที่พบความผิดเพิ่มต่อไป