เช้านี้ที่หมอชิต

ชาวบ้านเดือดบุกล้อมโรงพัก ทนไม่ได้ หนุ่มแว่น หัวร้อน ดูถูกคน

เช้านี้ที่หมอชิต - ชาวบ้านกว่า 500 คนพากันมาปิดล้อมโรงพัก หลังทราบข่าว หนุ่มแว่น หัวร้อนเข้าพบตำรวจ เผยทนไม่ได้ที่พูดจาดูถูกคน จนตำรวจต้องเพิ่มกำลังตรึงสถานการณ์ตลอดทั้งคืน

ตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากพ่อแม่และแฟนสาวของหนุ่มแว่นเดินทางออกจาก สภ.พุทธมณฑล เพื่อกลับบ้าน ท่ามกลางเสียงตะโกนด่าทอของชาวบ้านจำนวนมากที่มารอดูหน้า หนุ่มแว่น ในคลิปวิดีโอ หลังเขาต่อว่าคู่กรณี อ้างตัวเป็นลูกเศรษฐี และดูถูกคน

ส่วนหนุ่มแว่นที่ก่อเหตุ ตำรวจตัดสินใจเปลี่ยนแผน จากเดิมที่จะปล่อยตัวไปก่อน แล้วนำตัวส่งฟ้องศาลในวันนี้ (24 ต.ค.) แต่มีประชาชนจำนวนมากยังคงปักหลักไม่ยอมไปไหน เกรงจะทำร้ายผู้ต้องหา จึงต้องคุมตัวหนุ่มแว่นไว้ที่ สภ.พุทธมณฑล เพื่อความปลอดภัย ซึ่งมีคนเพิ่มเข้ามาเฝ้ารออยู่หน้าโรงพักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และส่งเสียงตะโกนต้องการดูหน้าผู้ต้องหา จนสถานการณ์ส่อเค้าจะรุนแรง

จนช่วงประมาณ 23.00 น. (23 ต.ค.) รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม เข้ามาประเมินสถานการณ์ด้วยตัวเอง ก่อนจัดกำลังตำรวจและเจ้าหน้าที่เพิ่มอีกหลายนาย สลับสับเปลี่ยนกันตรึงกำลังตลอดทั้งคืน เพื่อป้องกันเหตุชุลมุน ท่ามกลางเสียงปลุกระดมของชาวบ้านที่ดังขึ้นเป็นระยะ

ต่อมา ช่วงประมาณ 02.30 น. (24 ต.ค.) ตำรวจนำคลิปออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชน พร้อมระบุว่า ได้นำตัว หนุ่มแว่น ไปสอบสวนต่อที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับชาวบ้าน และเพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องหา

โดยในคลิปนี้ หนุ่มแว่น และแม่ ได้ยกมือไหว้ขอโทษสังคม พร้อมบอกว่าลูกชายไปศึกษาอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน ไม่เข้าใจวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย ก่อนหน้านี้ได้พยายามอธิบายให้ฟังหลายเรื่อง แต่ก็เข้าใจไม่ตรงกัน ประกอบกับลูกชายป่วยเป็นโรคซึมเศร้า อยู่ระหว่างการรักษาตัว

วันเกิดเหตุครอบครัวจะพากันไปทำบุญที่วัด ต้องเตรียมของไปทำบุญ ทำให้ลูกชายไม่ได้กินยา และพักผ่อนน้อย จนเกิดความเครียดสะสม พร้อมขอโทษสังคมอีกครั้งที่ไม่ได้ดูแลลูกให้ดี

ขณะที่หนุ่มแว่นก็ได้ขอโทษ และบอกว่าตัวเองเป็นคนรักรถ เมื่อเกิดอุบัติเหตุจึงเกิดความเครียด อีกทั้งอาการป่วยทำให้ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จนทำให้เกิดเรื่องราวบานปลาย

ด้านตำรวจเปิดเผยว่า เช้าวันนี้ (24 ต.ค.) จะควบคุมตัวผู้ต้องหาไปขออำนาจศาลฝากขังที่ศาลจังหวัดนครปฐม ก่อนเร่งสรุปสำนวนคดีส่งพนักงานอัยการพิจารณาต่อไป