7HD ร้อนออนไลน์

กระทรวงยุติธรรมแถลงผลผ่าชันสูตรร่าง ลัลลาเบล รอบ 2

กระทรวงยุติธรรมแถลงผลการผ่าชันสูตรร่างของ น.ส.ธิติมา หรือ ลัลลาเบล นรพันธ์พิพัฒน์ รอบ 2 โดยสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พบว่าได้ผลเหมือนกับการตรวจชันสูตรครั้งแรกของทางแพทย์นิติเวชโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และส่งมอบผลการตรวจซ้ำให้กับพนักงานสอบสวนแล้ว


ที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ช่วงสายวันนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ร่วมกันแถลงความคืบหน้าการเสียชีวิตของ น.ส.ธิติมา หรือ ลัลลาเบล นรพันธ์พิพัฒน์ ที่ทางพ่อแม่ของผู้ตายร้องขอให้ช่วยตรวจชันสูตรศพลูกสาวอีกครั้ง เนื่องจากยังมีความสงสัยในประเด็นการเสียชีวิต ว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการผ่าชันสูตรซ้ำอีกครั้ง เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติศูนย์รังสิต

นายสมศักดิ์กล่าวว่า ทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชจากสถาบันต่าง ๆ เข้าร่วมให้ความเห็น 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย แพทย์นิติเวชจากโรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลตำรวจ ทางคณะทำงานได้นำผลชันสูตรจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มาประกอบการพิจารณา และทำการตรวจสอบเพิ่มเติมเฉพาะในประเด็นที่ทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตยังติดใจสงสัย

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า ผลการตรวจพิสูจน์ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จะเน้นในเรื่องการหาสารพิษ, สารเสพติดในร่างกาย, การตรวจหาสารพันธุกรรมหรือดีเอสไอและร่องรอยการถูกทำร้ายหรือถูกล่วงละเมิดตามข้อสงสัยของผู้เสียหาย โดยผลที่ได้มีความสอดคล้องกันกับผลการตรวจชันสูตรครั้งแรกของทางแพทย์นิติเวชโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ด้าน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าวว่า พ่อแม่ของน.ส.ธิติมาขอให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจชันสูตรข้อข้องใจทั้งหมด 4 ประเด็น คือ การตรวจหาสารพิษในร่างกาย, การตรวจหาสารเสพติด, การตรวจสอบบาดแผล และการทำซีทีสแกนทั้งร่าง ซึ่งผลการตรวจของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์สอดคล้องกันการตรวจของแพทย์นิติเวชโรงพยาบาลจุฬาทั้งหมด และทางสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้จัดทำรายงานตรวจชันสูตรศพและส่งให้กับพนักงานสอบสวนไปดำเนินการต่อแล้วเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา

ส่วนผลการชันสูตรรอบแรกของนิติเวชโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า พริตตีสาว ลัลลาเบล เสียชีวิตจากการดื่มสุรา พบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 418 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังไม่พบสารเสพติดในร่างกาย รวมถึงดีเอ็นเอ หรือสารคัดหลั่งของบุคคลอื่นในร่างกาย