7HD ร้อนออนไลน์

เสรีพิศุทธิ์ยันเรียกนายกฯและพล.อ.ประวิตร ชี้แจง กมธ.

พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบและปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงยืนยันว่า กรรมาธิการ ป.ป.ช. มีอำนาจในการเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงและตอบข้อซักถามได้ โดยจะเชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาชี้แจงต่อกรรมาธิการอีกครั้งในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 เวลา 10.00 น. และเชิญพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาชี้แจงในวันเดียวกันเวลา 11.00 น. ซึ่งจะเป็นการซักถามฉันพี่ฉันน้อง

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการยังมีมติทำหนังสือถึงเลขาธิการป.ป.ช. เพื่อขอให้ส่งเอกสารเกี่ยวกับการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงกรณีนาฬิกาหรูของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ มาให้กรรมาธิการภายในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ เพื่อตรวจสอบผลการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. โดยกรรมาธิการ ป.ป.ช. จะนำมาศึกษารายละเอียดและตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อพิจารณาความถูกต้องในการทำหน้าที่ทำหน้าที่ของป.ป.ช.ในกรณีดังกล่าวต่อไป

ขณะที่นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ Facebook เรื่อง"อย่าใช้กรรมาธิการของสภาเป็นกรรมาธิกูทางการเมือง" มีเนื้อหาว่า กรณีที่กรรมาธิการ ป.ป.ช.ของสภาผู้แทนราษฏร มีมติเชิญพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเข้าชี้แจงเรื่องการเสนอร่าง พ.ร.บ.บประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 และกรณีกล่าวหานายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ฯไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญนั้น มีประเด็นคำถามให้ชวนคิดมองได้อยู่สองมิติที่น่าสนใจกล่าวคือ มิติด้านบทบาทหน้าที่ของกมธ.ป.ป.ช. ซึ่งเห็นว่ากรรมาธิการชุดนี้ไม่มีอำนาจที่จะเชิญนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงเรื่องการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ของนายกฯ และกรณีกล่าวหานายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ฯไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่โดยตรงกรรมาธิการป.ป.ช.มีหน้าที่ในการตรวจสอบการทุจริตและประพฤติมิชอบ อีกทั้งกรณีนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ฯไม่ครบศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยแล้วว่า ไม่มีองค์กรใดตามรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยได้ เนื่องจากเป็นเรื่องการกระทำทางการเมืองระหว่างองค์พระมหากษัตริย์กับฝ่ายบริหาร

การที่ผู้คนพุ่งเป้าตำหนิไปที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ประธาน กมธ.ชุดนี้ ยังไม่ถูกต้องนัก เพราะเรื่องนี้เป็นมติของกรรมาธิการทั้งชุด จึงต้องถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของกรรมาธิการฯทั้งชุด ผมจึงอยากให้กรรมาธิการ ป.ป.ช.ตั้งหลักทบทวนบทบาทตัวเองใหม่ อย่าให้ใครใช้กรรมาธิการฯที่ต้องทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อประโยชน์ส่วนตน

นายเชาว์กล่าวต่อว่า ประการต่อมาคือเรื่องการทำงานในสภาระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน จากการตรวจสอบรายชื่อกรรมาธิการชุดนี้พบว่า ฝ่ายค้านมีเสียงในกรรมาธิการมากกว่ารัฐบาลหนึ่งเสียงคือ 8 ต่อ 7 เท่ากับฝ่ายค้านคือผู้คุมเกมในกรรมาธิการชุดนี้เพราะเป็นเสียงข้างมาก ผมจึงไม่เข้าใจว่ารัฐบาลซึ่งมีเสียงข้างมากในสภาปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้อย่างไร และกรรมาธิการซีกรัฐบาลทำอะไรอยู่ เหตุใดจึงไม่คัดค้านเมื่อมีการกระทำที่เกินเลยไปจากอำนาจหน้าที่ของตัวเอง ทั้งกรณีกรรมาธิการ ป.ป.ช.และการที่สภารับรองชื่อหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ที่อยู่ระหว่างถูกศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปเป็นกรรมาธิการงบประมาณ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เท่าทันเกมการเมืองของฝ่ายค้านจึงควรต้องปรับวิธีคิดและการทำงานใหม่ ที่สำคัญอยากฝากถึงทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านว่าการทำงานในกรรมาธิการควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เดินหน้าไปด้วยกันโดยไม่มีฝ่าย จึงจะถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

"จึงฝากไปยังพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ให้ตระหนักด้วยว่าพ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2554 ที่นำมาใช้ขู่ว่าถ้าใครไม่มาตามคำเชิญมีโทษจำคุกนั้นออกในสมัยที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี มีจุดประสงค์ให้ใช้กฎหมายนี้เพื่อประโยชน์ต่อการพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ ให้มีประสิทธิภาพและได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน บนหลักการยึดประโยชน์ชาติประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่กฎหมายที่มีไว้เพื่อให้ใครใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายตัวเอง ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่ามาตรา 12 ของกฎหมายฉบับเดียวกันนี้มีบทลงโทษสำหรับกรรมาธิการที่ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดมีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงควรหยุดใช้อำนาจกรรมาธิการฯพร่ำเพรื่อต่อไปความศักดิ์สิทธิ์จะลดลงกลายเป็นกรรมาธิกูทางการเมือง จะไม่เกิดประโยชน์ต่อประชาชนตามเจตนารมณ์ที่มุ่งหวัง”นายเชาว์กล่าวทิ้งท้าย