สนามข่าว 7 สี

รายงานพิเศษ : เพิ่มความเข้มรักษาความปลอดภัยศาล

เพียง 1 เดือนเศษ ๆ ก็มีเหตุการณ์ใช้ความรุนแรงในพื้นที่ศาลถึง 3 เหตุการณ์ด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ผู้พิพากษายิงตัวเองที่จังหวัดยะลา, นักโทษหนีออกจากห้องควบคุมที่ศาลจังหวัดพัทยา และล่าสุด เหตุยิงกันในศาลจังหวัดจันทบุรี จึงเป็นเหตุให้มีการเพิ่มความเข้มการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น ไปติดตามจากรายงาน

4 ตุลาคม ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ใช้ปืนยิงตัวเอง บาดเจ็บสาหัส หลังพิพากษาจำเลยในคดีสำคัญ

4 พฤศจิกายน 3 นักโทษคดียาเสพติด แหกคุกห้องควบคุมตัวในศาลจังหวัดพัทยา ใช้ปืนยิงตำรวจในศาลได้รับบาดเจ็บหลบหนีไป แต่สุดท้ายไปไม่รอด

และ 12 พฤศจิกายน อดีตนายพลตำรวจ ใช้ปืนยิงคู่กรณีระหว่างรับฟังการพิจารณาคดีพิพาทมรดกที่ดิน ในศาลจังหวัดจันทบุรี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 3 คน บาดเจ็บ 2 คน

ทั้ง 3 เหตุการณ์นี้ ถูกสังคมตั้งข้อสงสัยถึงการนำอาวุธไปใช้ในการก่อเหตุในศาล เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า พื้นที่ศาลแต่ละแห่งมีกฎระเบียบข้อบังคับในการปฏิบัติตัวชัดเจน และหนึ่งในนั้น คือ การห้ามพกพาอาวุธเข้าไปในศาล อีกทั้งการเข้าไปติดต่อใด ๆ จะต้องผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่เพราะเหตุใดจึงมีเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

เลขาธิการสำนักประธานศาลฎีกา ยังบอกกับทีมสนามข่าวด้วยว่า นับตั้งแต่ที่ทราบข่าวเรื่องการใช้อาวุธในศาล ประธานศาลฎีกาก็สั่งเพิ่มความเข้มในการรักษาความปลอดภัยทุกศาล และสั่งทบทวนหาข้อบกพร่องในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีก

นอกจากการเพิ่มความเข้มในการรักษาความปลอดภัยดังกล่าวแล้ว การรักษาความปลอดภัยในระยะยาวก็อยู่ระหว่างการเพิ่มกำลัง "ตำรวจศาล" ที่แผนระยะสั้นจะเพิ่มกำลังตำรวจศาลจาก 35 นาย เป็น 309 นาย ในปีหน้า และภายใน 5 ปีนี้ จะเพิ่มกำลังให้ได้ถึงหลักพันนาย เพื่อความสะดวกในการวางมาตรการดูแลความปลอดภัยศาลทั่วประเทศ

นอกจากแผนการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด สิ่งที่จะช่วยให้เหตุความรุนแรงไม่เกิดขึ้น คือ การตั้งข้อสังเกตจากประชาชนที่ไปทำธุระที่ศาล รวมไปถึงผู้ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี ทั้งโจทก์ และจำเลย หากพบสิ่งใดมีพิรุธ ก็สามารถแจ้งให้เจ้าหน้าที่ศาลเข้าไปตรวจสอบ หรือเฝ้าระวังเป็นพิเศษได้