ข่าวในพระราชสำนัก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยริ้วขบวนราบ ยาตราจากท่าราชวรดิฐ ไปยังพระบรมมหาราชวัง

เวลา 17.44 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระมาลาเส้าสูง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในฉลองพระองค์ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ เสด็จออกจากพลับพลาที่ประทับรับรอง เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย เพื่อประทับพระราชยานพุดตานทอง เสด็จพระราชดำเนินโดยริ้วขบวนราบ กลับเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จไปยังพระบรมมหาราชวัง

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับพระราชยานพุดตานทอง ที่เกยหน้าพระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย ท่าราชวรดิฐ พันโท สมชาย กาญจนมณี ถวายพระแสงขรรค์ชัยศรี พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง ในฐานะผู้อำนวยการริ้วขบวนราบ ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยาตราริ้วขบวนราบ โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระดำเนินเข้าริ้วขบวนราบ ในฐานะราชองค์รักษ์ประจำพระองค์คู่เคียงพระราชยานพุดตานทอง ออกจากท่าราชวรดิฐ ไปตามถนนมหาราช เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนหน้าพระลาน แล้วเลี้ยวขวาเข้าพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี ผ่านประตูพิมานไชยศรี ไปเทียบยังเกยหน้าพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง รวมระยะทางประมาณ 800 เมตร ใช้กำลังพลประมาณ 800 นาย ประกอบด้วย ข้าราชบริพารในพระองค์ จากหน่วยราชการในพระองค์ ได้แก่ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ สำนักพระราชวัง และกำลังพลจากกองทัพบก กองทัพเรือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงเรียนเตรียมทหาร เดินในท่าเดินกึ่งสวนสนามประกอบจังหวะเพลงมาร์ชในเพลงพระราชนิพนธ์ ประกอบด้วย เพลงมาร์ชราชวัลลภ มาร์ชธงชัยเฉลิมพล เพลงยามเย็น ใกล้รุ่ง สรรเสริญเสือป่า และเพลงสรรเสริญพระนารายณ์

ริ้วขบวนราบ มีเลขาธิการพระราชวัง เป็นผู้อำนวยการ ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ ขบวนหน้า เป็นขบวนนำ ขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือ "ขบวนเสด็จ" เป็นขบวนกลาง และขบวนหลัง เป็นขบวนตาม โดยขบวนหน้า ประกอบด้วย ตำรวจม้านำ วงดุริยางค์วงนำ กองบังคับการกองผสม และกองพันทหารเกียรติยศนำขบวนพระบรมราชอิสริยยศ หรือ "ขบวนเสด็จ" ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนนำริ้ว กับส่วนพระราชยาน ซึ่งส่วนนำริ้ว แบ่งเป็น 3 ตอน การเดินประกอบด้วย ตอนนำริ้ว ได้แก่ เจ้าพนักงานพระราชพิธีนำริ้ว เจ้าพนักงานพระราชพิธีประตูหน้าและธงสามชาย ต่อด้วยตอนเครื่องประโคม ประกอบด้วย หมู่กลองมโหระทึก ริ้วกองชนะ ริ้วแตรฝรั่ง แตรงอน และสังข์ ตามด้วยตอนพระนำ อัญเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลที่ 9 ที่อัญเชิญมาในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มาประดิษฐานบนพระราชยานถม

จากนั้น เป็นส่วนพระราชยาน ประกอบด้วย 3 ตอนการเดิน ได้แก่ ตอนเครื่องสูงหักทองขวางหน้า แบ่งเป็นสองสาย โดยเชิญพระแสงศาสตราวุธสำคัญ 6 องค์ เรียกว่า "ริ้วพระแสงหว่างเครื่องหน้า" ตอนพระราชยานเป็นริ้วขบวนเชิญพระราชยานพุดตานทอง ซึ่งเป็นพระราชยานทรง ตามด้วยริ้วพระตำรวจหลวงรักษาพระองค์นำเสด็จ 16 นาย จากนั้นเป็นหมู่พระราชยาน มีข้าราชบริพารในพระองค์ปฏิบัติหน้าที่เป็นริ้วคู่เคียงพระราชยาน และแถวแซงเสด็จทั้งสองฝั่ง สายในสุดของทั้งสองข้าง เป็นมหาดเล็กคู่เคียงพระราชยาน ถัดออกมาเป็นราชองครักษ์ในพระองค์คู่เคียงพระราชยาน, สายนอกสุด เป็นแถวทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ฯ แซงเสด็จ ในหมู่พระราชยานได้เชิญพระกลด พัดโบก บังพระสูรย์ และพระทวย เป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ เคียงข้างพระราชยาน และเชิญพระแสงรายตีนตอง ซึ่งเป็นพระแสงสำคัญ คู่เคียงพระราชยาน ได้แก่ พระแสงดาบคาบค่าย พระแสงดาบใจเพชร พระแสงดาบอัษฎาพานร และพระแสงดาบนาคสามเศียรลายมงคล 8 ส่วนตอนเครื่องสูงหักทองขวางหลัง เป็นริ้วเชิญฉัตรเครื่องสูงหักทองขวางประกอบพระบรมราชอิสริยยศ อยู่ด้านหลังพระราชยาน และริ้วเชิญพระแสงสำคัญประจำรัชกาลต่าง ๆ ปิดท้ายขบวนด้วยวงดุริยางค์วงตาม และกองพันทหารเกียรติยศ

การเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์ไทยกับราษฎรมาอย่างยาวนาน สืบสานโบราณราชประเพณี รักษาขนบธรรมเนียมไทย และต่อยอดให้คงอยู่สืบไป และในวันนี้เป็นการเสร็จสิ้นพระราชพิธีเบื้องปลาย เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 อย่างสมบูรณ์และสมพระเกียรติ ตามโบราณราชประเพณี และเป็นสิริมงคลกับประชาชนทุกหมู่เหล่าที่ได้เห็นพระราชพิธีครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารค และขบวนราบ อันเป็นวัฒนธรรมที่ล้ำค่าของไทย ซึ่งจะปรากฎให้เห็นที่ประเทศไทยเพียงแห่งเดียวในโลก ที่ทุกคนจะช่วยกันอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบต่อไป

ข่าวอื่นในหมวด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวอื่นในหมวด