7HD ร้อนออนไลน์

คาดเศรษฐกิจไทยปีหน้าดีขึ้นเพราะสงครามการค้าเริ่มผ่อนคลาย

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง คาดปี 2563 เศรษฐกิจไทยจะอยู่ในเกณฑ์ดี มั่นใจปีหน้าจะขยายตัว 3.3%  เพราะสงครามการค้าอาจคลี่คลาย ส่งผลให้ส่งออกไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น

นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังในเดือน พ.ย.62 ว่า มีความใกล้เคียงกับเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และ สศค.ยังคงประเมินตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 62 จะอยู่ที่ 2.8% ส่วนในปี 63 จะอยู่ที่ 3.3% ทั้งนี้ สศค. จะทำการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจปี 62 แบบเป็นรายไตรมาส และปี 63 อีกครั้งในเดือน ม.ค.63

โดยการปรับประมาณการดังกล่าว สศค. ได้รวมผลการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี 63 ไว้แล้ว ส่วนในปี 63 ปัจจัยสำคัญที่ สศค. ยังต้องจับตาดูเป็นพิเศษยังเป็นเรื่องของภาคการส่งออก เนื่องจากข่าวเรื่องทิศทางสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน มีแนวโน้มที่ดีขึ้นแล้ว และหากปัญหาดังกล่าวนี้มีข้อยุติได้เร็วตามที่หลายฝ่ายได้เคยประเมินแล้ว น่าจะส่งผลดีต่อภาคส่งออก ซึ่งเมื่อเดือน ต.ค.62 นั้น สศค. เคยประมาณการว่าส่งออกจะติดลบ 2.5% แต่จะเติบโต 2.6% ในปี 63

ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ย.62 นั้น รองผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ยังได้รับแรงสนับสนุนจากเศรษฐกิจด้านอุปสงค์ โดยการบริโภคภาคเอกชนในภาพรวมยังคงขยายตัว ซึ่งสะท้อนได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ณ ราคาคงที่ บนฐานการใช้จ่ายในประเทศขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.7% เช่นเดียวกับปริมาณนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่ขยายตัว 1.3% ส่วนรายได้เกษตรกรที่แท้จริงขยายตัว 1.8%

อย่างไรก็ตาม การลงทุนภาคเอกชนยังส่งสัญญาณชะลอตัว โดยในหมวดเครื่องมือเครื่องจักรสะท้อนจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนที่ -11.2% เช่นเดียวกับปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ที่ -16.1% ต่อปี ส่วนการลงทุนหมวดก่อสร้าง แม้จะปรับตัวดีขึ้นแต่ยังคงชะลอตัว จึงส่งผลให้ยอดจัดเก็บภาษีการทำธุรกรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ -6.3 ขณะที่ปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ -2.2% และดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง -3.1% ตามราคาเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็กที่ลดลง อย่างไรก็ตาม การลงทุนในภาคเอกชนรวม 11 เดือน ยังคงขยายตัวได้ที่ 3% ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขที่ สศค. เคยประเมินไว้ก่อนหน้าว่าจะโตที่ 2.7%

มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือน พ.ย.62 ชะลอตัวที่ -7.4% ต่อปี โดยเป็นผลจากการชะลอตัวของการส่งออกในหมวดสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุโทรทัศน์ ทองคำ ข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง กุ้งสดแช่แข็งและแปรรูป

แต่สินค้าในกลุ่มผัก ผลไม้สด แช่แข็งและแปรรูป น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับที่ไม่รวมทองคำ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์รักษาผิว ยังคงขยายตัว ส่วนตลาดส่งออกสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน และตะวันออกกลาง ส่วนมูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ชะลอตัว -13.8% ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยในเดือน พ.ย.62 เกินดุล 548.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนภาคการท่องเที่ยว ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 3.36 ล้านคน หรือขยายตัว 5.9% ซึ่งเป็นการขยายตัวจากนักท่องเที่ยวชาวจีนราว 18.3% รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไต้หวัน อินเดียและรัสเซีย ส่งผลให้ไทยมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งสิ้น 166,897 ล้านบาท หรือขยายตัว 3%

ขณะที่ภาคการเกษตรสะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรชะลอตัว -2.7 เช่นเดียวกับภาคอุตสาหกรรมสะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมชะลอตัว -8.3 ต่อปี อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 92.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เนื่องจากผู้ประกอบการเร่งผลิตเพื่อชดเชยวันทำงานที่น้อยลงจากที่มีวันหยุดเทศกาลในเดือน ธ.ค.62 รวมทั้งมียอดคำสั่งซื้อและยอดขายเพิ่มขึ้นทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ

ส่วนอัตราการว่างงานจะอยู่ที่ 1.1% ของกำลังแรงงาน ถือเป็นตัวเลขการว่างงานที่เป็นปกติและยอมรับได้ อีกทั้งผู้แทนกรมโรงงานได้ชี้แจงกับ สศค. แล้วว่า แม้จะมีการเลิกจ้างงานจากการประกาศปิดโรงงานในหลายๆ แห่ง แต่ก็ยังคงมีการเปิดโรงงานแห่งใหม่ๆ ขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ตัวเลขการเลิกจ้างจากการปิดตัวของโรงงานเก่า ได้รับการชดเชยจากการจ้างงานของโรงงานที่เปิดใหม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง