สนามข่าว 7 สี

แจงปมคลิปหลุด คดียิงรถ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์

ปมคดีคนร้ายยิงรถพลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล ก็บานปลายไปถึงเรื่องการจัดหาเครื่องตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคล หรือ "ไบโอเมทริกซ์" มาใช้ในงานของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นโครงการที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อนุมัติให้จัดซื้อในราคากว่า 2,000 ล้านบาท แต่กลับถูกแฉว่าใช้งานไม่ได้จริง และมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบความโปร่งใสในการอนุมัติโครงการ

ความคืบหน้าเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่รถของพลตำรวจโท สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานได้ตรวจสอบรถของพลตำรวจโทสุรเชษฐ์อย่างละเอียดอีกครั้ง และพบหัวกระสุนปืนอีก 6 หัว แต่ยังระบุขนาดของหัวกระสุนไม่ได้ ซึ่งหัวกระสุนที่เก็บได้ เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่ามีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ และใช้เป็นหลักฐานสำคัญในคดีได้

โดยพลตำรวจเอก วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งไปดูการตรวจค้นดังกล่าว บอกว่า หัวกระสุนทั้งหมดจะนำไปตรวจหาลักษณะเกลียวลำกล้องว่าเป็นกระสุนชนิดใด ถูกยิงจากปืนกระบอกใด ซึ่งก็คาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน ส่วนสาเหตุที่ถูกคนร้ายลอบยิง จะเป็นไปตามที่พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ ระบุไว้ว่าเกิดจากการที่ตนเองเตรียมไปให้การกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. หรือไม่ ก็คงต้องรอให้ผลการสอบสวนชัดเจนก่อน

และจากเรื่องที่เกิดขึ้น พลตำรวจเอก วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นนายตำรวจระดับสูงคนแรก ที่ลงไปดูแลคดีด้วยตนเองตั้งแต่หลังเกิดเหตุการณ์ รวมถึงเป็นผู้ให้ข่าวความคืบหน้าเกี่ยวกับการติดตามจับกุมคนร้าย ซึ่งต่อมาก็ได้มีคลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างชาย 2 คน เนื้อหาในคลิปเสียงก็เป็นในลักษณะที่ชายคนหนึ่งแสดงความไม่พอใจคู่สนทนา ที่ลงไปยุ่มย่ามเรื่องคดีมากเกินไป ทั้ง ๆ ที่มีตำรวจที่รับผิดชอบคดีดำเนินการอยู่

ซึ่งต่อมาก็มีคำยืนยันออกมาจากทีมงานโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าคู่สนทนาในคลิปเสียง คือ พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพลตำรวจเอกวิระชัย ซึ่งเป็นการรายงานผลคดีสำคัญต่าง ๆ ให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติรับทราบ และเพื่อรับฟังแนวทางเสนอแนะต่าง ๆ ตามที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะให้คำปรึกษา ซึ่งเป็นขั้นตอนการปฏิบัติงานตามปกติ ไม่ใช่การสั่งเบรกการทำงานของพลตำรวจเอกวิระชัย

สอดคล้องกับ พลตำรวจเอกวิระชัย ที่บอกว่าได้โทรศัพท์ไปรายงานความคืบหน้าทางคดีให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจริง แต่ไม่ขอตอบเรื่องที่ถูกมองว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งให้เบรกคดี สำหรับคลิปเสียงที่หลุดออกมา และเผยแพร่ในสื่อโซเชียลมีเดียนั้น พลตำรวจเอกวิระชัย บอกว่า ยังไม่ได้ฟังและขอเวลาตรวจสอบ พร้อมทั้งบอกว่าคลิปเสียงดังกล่าวอาจมีผู้ดักฟัง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้

ด้าน พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ พูดถึงเรื่องคลิปเสียงดังกล่าวว่า ไม่ได้ร่วมกันจัดฉาก หรือหลอกใช้พลตำรวจเอก ตามที่มีการสนทนากันในคลิป และเห็นว่าคลิปดังกล่าวสร้างความเสื่อมเสียให้กับวงการตำรวจ และรู้สึกหดหู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

และจากเรื่องที่พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ ออกมาระบุว่า เครื่องตรวจไบโอเมทริกซ์ มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ซื้อมาแล้ว ไม่สามารถใช้งานได้ดีจริงอย่างที่คิดนั้น

พลตำรวจโท สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ก็บอกว่า ไม่รู้ว่าพลตำรวจโทสุรเชษฐ์ เอาข้อมูลมาจากที่ใด ตั้งแต่ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนำระบบนี้มาใช้ ก็สามารถจับกุมชาวต่างชาติที่มีคดีติดตัว หรือมีประวัติอาชญากรรม ที่พยายามหลบหนีเข้าประเทศไทย หรือหลบหนีเข้ามาแล้วได้จำนวนมาก ถือว่าการนำระบบนี้มาใช้มีความคุ้มค่า ที่สำคัญคือ ทำให้นานาชาติเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีระบบคัดกรองที่มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย เป็นระบบที่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป และเห็นว่าพลตำรวจโทสุรเชษฐ์ ไม่ควรนำความขัดแย้งส่วนตัวมาปนกับเรื่องงาน

ด้าน พลตำรวจตรี สุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ลงนามตรวจรับระบบไบโอเมทริกซ์มาใช้งาน ก็บอกว่า ตั้งแต่ใช้งานมาเป็นเวลา 6 เดือน ระบบได้ตรวจสอบบุคคลมาแล้ว 48 ล้านคน จับกุมบุคคลตามบัญชีดำได้กว่า 4300 คน, จับกุมผู้ที่อยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนด หรือ โอเวอร์สเตย์ กว่า 3,100 คน ได้เงินค่าปรับกว่า 240 ล้านบาท จากตัวเลขจะเห็นว่าระบบใช้ได้จริง

ซึ่งนอกจากคำชี้แจงจากนายตำรวจระดับสูง ในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ก็ยังมีนักวิชาการและผู้ที่ต้องใช้งานระบบดังกล่าว ต่างก็ยืนยันว่าระบบไบโอเมทริกซ์ มีความเป็นมาตรฐานสากล และสามารถช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนที่สำนักงาน ป.ป.ช. นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนเพื่อประชาชนและสังคม ก็ไปให้ปากคำกับคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. จากที่ได้ยื่นร้องเรียนให้ตรวจสอบการจัดซื้อเครื่องไบโอเมทริกซ์ และรถตรวจการไฟฟ้า ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

โดยนายษิทรา บอกว่า ตนเองมีรายงานปัญหาการใช้งานระบบ ที่รวบรวมได้จากเจ้าหน้าที่ด่าน ตม.จังหวัดเชียงใหม่, ตาก, เชียงแสน และชลบุรี ซึ่งทั้งหมดพบว่าระบบมีปัญหา ไม่สามารถใช้งานได้ตามคุณสมบัติที่ระบุไว้ในทีโออาร์ และการรับมอบระบบบางงวด เอกชนคู่สัญญาก็ไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามกำหนด แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ลงชื่อตรวจรับงานให้ก่อน เพื่อไม่ให้เอกชนเสียเงินค่าปรับวันละ 5 ล้านบาท

ทั้งนี้ นายษิทรายังได้ยกตัวอย่างการจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยคนหนึ่ง ที่เดินทางกลับเข้าประเทศ ซึ่งประเทศต้นทางได้ส่งข้อมูลให้ไทยทราบ และเจ้าหน้าที่จดจำใบหน้าได้ จึงเข้าควบคุมตัวไว้ ซึ่งเมื่อนำตัวไปผ่านเครื่องไบโอเมทริกซ์ เครื่องไม่สามารถรายงานผลได้ ต้องนำตัวไปผ่านการสแกนถึง 3 ครั้ง เครื่องถึงจะตรวจจับได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเครื่องไม่มีประสิทธิภาพที่ดีจริง

สำหรับบุคคลที่ทางคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ให้ระบุตัวเพื่อทำการตรวจสอบ นายษิทรา บอกว่า ประกอบด้วย พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, พลตำรวจโท ติณภัทร ภุมรินทร์ ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง ซึ่งเกี่ยวข้องในฐานะผู้อนุมัติการจัดซื้อจัดจ้างโครงการ, พลตำรวจโท สมพงษ์ ชิงดวง ผู้บัญชาการ สตม. และพลตำรวจตรีสุรพงษ์ ชัยจันทร์ รองผู้บัญชาการ สตม. ในฐานะเป็นผู้ตรวจรับงานโครงการ และเป็นผู้ขยายสัญญาให้กับเอกชน

ส่วนผู้ที่จะให้การเป็นพยานก็มี พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ ซึ่งจะเข้าให้ปากคำกับคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช.ในวันนี้ และมีพยานอีก 12 คน ที่เป็นข้าราชการตำรวจที่เคยเกี่ยวข้องกับโครงการนี้ทั้งหมด แต่พบความไม่โปร่งใสของของโครงการ จึงไม่ลงนามตรวจรับระบบ