7HD ร้อนออนไลน์

สมชัย จี้ กกต.สอบ 17 พรรคกู้เงินแบบเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กล่าวว่า รายการเงินกู้ปรากฏอยู่ในหมวดหนี้สินของพรรคการเมือง ไม่ใช่รายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันมาแบบนี้ตลอด ถ้าไปเปิดดูเอกสารงบการเงินของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ส่งให้กับ กกต. ไม่ว่าจะปีไหน ก็มีปรากฏรายการเงินกู้ในหมวดหนี้สิน ดังนั้นเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองสามารถกู้ยืมเงินได้ จนกระทั่งตีความหมายว่าเงินกู้เป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในรายการของรายได้ ดังนั้นการกู้เงิน กู้ไม่ได้ จนไปตีความว่าการกู้เงินไม่สามารถทำได้ ขัดกฎหมายตามมาตรา 72 ของกฎหมายพรรคการเมือง ว่าเป็นการได้มาซึ่งผลประโยชน์อื่นใดโดยมิชอบ

เมื่อได้ตรวจสอบย้อนหลังไปปี 2561 เมื่อพรรคการเมืองทำบัญชีเสร็จต้องให้ผู้ตรวจสอบบัญชีอนุญาตรับรอง และนำเข้าที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองภายในเดือนเมษายนของปีถัดไปหรือปี 2562 และเมื่อผ่านที่ประชุมใหญ่แล้วก็ต้องส่งให้ภายใน 30 วัน เท่ากับว่า กกต.จะได้เอกสารจากทุกพรรคการเมืองภายในเดือนพฤษภาคมปี 2562 และต้องเอางบการเงินไปประกาศเผยแพร่ต่อสาธารณะ ดังนั้นข้อมูลที่เอาออกมาเปิดเผยจึงไม่ได้มีความพิเศษอะไร ไม่ได้เป็นความลับ ทุกคนสามารถสืบค้นได้จากเว็บไซต์ กกต.

เอกสารมีทั้งหมด 609 หน้า โดยนายจรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.เป็นผู้เซ็นรับรองในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เท่ากับว่าสิ่งที่ประกาศนี้ กกต.รับทราบแล้ว ดังนั้นถ้าจะมองว่าเงินกู้เป็นเงินที่ผิดกฎหมาย เนื่องจากเป็นเงินที่เป็นผลประโยชน์อื่นใดที่ได้มาโดยมิชอบ ต้องถือว่านายทะเบียนพรรคการเมืองรู้เรื่องมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว ว่ามีถึง 18 พรรคการเมืองที่มีการกู้ยืมเงิน ซึ่งนายทะเบียนต้องนำข้อมูลทั้งหมดนำเสนอต่อ กกต.เพื่อให้มีมติอย่างใดอย่างหนึ่งว่าผิดหรือไม่ผิด

หากนายทะเบียนบอกว่าผิด จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญให้ดำเนินการยุบพรรคเช่นเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ จึงตั้งข้อสังเกตว่าการที่นายทะเบียนรู้อยู่แล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ก็ถือว่านานพอสมควรจึงต้องมีการชี้แจงว่าเหตุใด จึงดำเนินคดีพรรคอนาคตใหม่เพียงพรรคเดียว ถ้าจะให้ถูกต้องครบถ้วนก็ต้องดำเนินคดีกับ ทุกพรรคที่มีเงินกู้เหมือนกันเพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน ส่วนที่ดำเนินการล่าช้า กกต.ต้องไปกำกับนายทะเบียนพรรคการเมืองเอาเอง

ตนไม่ขอชี้นำว่า จะเข้าข่ายว่า กกต.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ขอให้ข้อมูลแต่เพียงเท่านี้ก่อน ไม่ขอชี้นำในประเด็นนี้ แต่ย้ำว่าเป็นหน้าที่ของนายทะเบียนพรรคการเมืองที่ต้องรายงานต่อที่ประชุม กกต. หากถือว่าเงินกู้เป็นรายการที่เข้าข่ายผลประโยชน์อื่นใดซึ่งได้มาโดยไม่ชอบ โดยเอาหลักเกณฑ์มาตรา 72 ของกฎหมายพรรคการเมืองมาเป็นตัวตั้ง

ส่วนเรื่อง วงเงินเกิน 10 ล้านบาทที่เป็นปัญหา เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกัน หากตีความว่าเป็นผลประโยชน์อื่นใดซึ่งมาโดยมิชอบตามหลักเกณฑ์มาตรา 72 กฎหมายพรรคการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเงิน 1 บาท 10 บาทหรือเท่าใดก็แล้วแต่ หากความหมายของมาตรานี้ ถ้าเงินกู้เข้าข่ายผิดจริง เงินที่มีที่มานอกเหนือจากนั้น เพียงแค่บาทเดียวหากนำไปสนับสนุนพรรคการเมืองโดยที่รู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบก็ถือว่าเข้าข่ายผิดตามมาตรา 72 ของกฎหมายพรรคการเมืองทั้งหมด

จึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับวงเงิน มีหลายคนพยายามเชื่อมโยงว่าต้องไม่เกิน 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน เพราะเป็นเรื่องการบริจาคเงินเข้าพรรคการเมืองได้ไม่เกิน 10 ล้านบาท แต่ประเด็นนี้ตกไปแล้ว เพราะไม่ได้ตีความว่าเงินกู้เป็นเงินบริจาค แต่ไปตีความว่าเป็นผลประโยชน์อื่นใดที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนจะต้องไปนำสืบเกี่ยวกับที่มาของเงินกู้ มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากตีความตามหลักการในอดีต เงินกู้ไม่ได้ผิด แต่ถ้าตีความว่าเงินกู้ผิดตามมาตรา 72 ของกฎหมายพรรคการเมือง แปลว่าเงินที่มีการกู้มาก็ต้องผิดตามไปด้วย ไม่เกี่ยวกับวงเงิน และหากไปนำสืบว่าที่มาของเงินกู้ไม่บริสุทธิ์ก็ถือว่าผิดอีกคดี ทั้งกรณีเงินกู้ซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นเงินสีเทา

จากการสืบค้นข้อมูลงบการเงินพบว่า นอกจาก 18 พรรคการเมือง ที่ระบุมีเงินกู้แล้ว แต่ยังมีอีก 17 พรรคการเมืองที่ระบุว่าเป็นเงินยืม ซึ่งเทียบแล้ว ถือว่าเงินยืมผิดมากกว่า เพราะเงินกู้มีสัญญามีดอกเบี้ยมีการใช้คืนตามกำหนด แต่เงินยืมมีพรรคการเมืองบางพรรควงเงินถึง 30 ล้านบาทโดยไม่มีดอกเบี้ยและกำหนดใช้คืน หากมองว่าเป็นการครอบงำพรรคการเมืองโดยบุคคล ประเด็นเงินยืมก็ถือเป็นประเด็นที่สำคัญ และหลังจากนี้จะออกมาเปิดเผยข้อมูลต่อไปว่ามีพรรคการเมืองใดบ้าง แต่ไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชารัฐ และพรรคเสรีรวมไทย ซึ่งจะออกมาเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากได้ความชัดเจนจาก กกต.กรณีเงินกู้แล้ว