เช้าข่าว 7 สี

ลุ้นชี้ชะตาตัดสินฎีกาสรยุทธ สุทัศนะจินดา

คดีโกงค่าโฆษณา อสมท.นี้ มาถึงศาลสุดท้าย คือ ชั้นศาลฎีกาแล้ว โดยในวันนี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดอ่านคำพิพากษาในเวลา 10.00 น. ซึ่งจำเลยในคดีนี้มีด้วยกัน 4 ราย คือ นางพิชชาภา หรือ นางชนาภา บุญโต อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท. เป็นจำเลยที่ 1, บริษัท ไร่ส้ม จำกัด เป็นจำเลยที่ 2, นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัทไร่ส้ม เป็นจำเลยที่ 3 และ นางสาวมณฑา ธีระเดช พนักงานบริษัท ไร่ส้ม เป็นจำเลยที่ 4 โดยความผิดที่ถูกยื่นฟ้อง คือ ฐานเป็นพนักงานเรียกรับประโยชน์โดยมิชอบฯ, เป็นพนักงานใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502

จุดเริ่มต้นของคดีนี้ต้องย้อนกลับไปช่วงปี พ.ศ. 2548 -2549 เมื่อบริษัท ไร่ส้ม จำกัด ทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์กับทาง อสมท. ในการผลิตรายการข่าวโทรทัศน์โดยตกลงกันว่าจะแบ่งค่าโฆษณา 50% ถ้าเกินกว่าที่กำหนดก็จะต้องเสียค่าเกินเวลา โดยรายการข่าวที่ผลิตที่ออกอากาศในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ จะโฆษณาได้ครั้งละ 2 นาทีครึ่ง ถ้าเกินต้องจ่ายเงินนาทีละไม่ต่ำกว่า 240,000 บาท ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์ จะได้โฆษณาครั้งละ 5 นาที ถ้าเกินต้องจ่ายเงินนาทีละไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท

ต่อมาสหภาพแรงงานของ อสมท. ได้ตรวจสอบพบความผิดปกติ มีการโฆษณาเกินเวลา 17 ครั้ง ในช่วงระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 - 28 เมษายน 2549 รวมๆ แล้วคิดเป็นความเสียหายกว่า 138 ล้านบาท อสมท. จึงเรียกนางพิชชาภา ไปตรวจสอบ ซึ่งก็รับกับทางผู้บริหารว่าได้ช่วยเหลือบริษัทไร่ส้ม ปกปิดรายงานโฆษณาเกินเวลาจริง อ้างว่าได้ใช้น้ำยาลบคำผิดแก้ไขในเอกสาร ทำตามคำแนะนำของนายสรยุทธ และนางสาวมณฑา ก็มีการยื่นฟ้องให้ตรวจสอบเอาผิดกับคนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทั้งหมด ซึ่งต่อมาพบหลักฐานสำคัญเป็นหลักฐานการสั่งจ่ายเช็คให้กับนางพิชชาภา 6 ครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 700,000 บาท

เมื่อเรื่องกลายเป็นกระแสข่าวให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง 20 ตุลาคม 2549 บริษัท ไร่ส้ม ก็ไปชำระเงินค่าโฆษณาส่วนเกินให้กับ อสมท. พร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงินกว่า 152 ล้านบาท แต่เรื่องในทางคดีเมื่อเกี่ยวพันกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเข้าสู่กระบวนการไปแล้ว ก็ไม่สามารถถอยกลับได้ ก็มีการเดินหน้าไต่สวนไปตามกระบวนการยุติธรรม

กระทั่งเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ศาลชั้นต้นได้พิเคราะห์และพิพากษาว่า จำเลยทั้ง 4 กระทำผิดจริงตามฟ้องและลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามคำให้การที่เป็นประโยชน์ ศาลจึงสั่งจำคุกนางพิชชาภา ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินฯ จำคุก 20 ปี, สั่งปรับบริษัท ไร่ส้ม รวมเป็นเงิน 80,000 บาท ส่วนนายสรยุทธ และนางสาวมณฑา พนักงานบริษัทไร่ส้ม ให้จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน จากนั้นจำเลยทั้ง 4 ก็ยื่นขอประกันตัวและอุทธรณ์คดีนี้ กระทั่ง 29 สิงหาคม 2560 ศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ซึ่งทั้งหมดก็ยังยื่นขอประกันตัวต่อในชั้นศาลฎีกา จนมาถึงวันนี้ หลังจากที่ศาลได้ตรวจสำนวนคดีนี้เสร็จสิ้นและนัดให้จำเลยทั้งหมดมาฟังคำพิพากษา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง