7HD ร้อนออนไลน์

ศาลสั่งจำคุก “ สรยุทธ” 6 ปี 24 เดือน ปมเบี้ยวค่าโฆษณา อสมท. 138 ล้านบาท

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีที่มีการยื่นฟ้อง นางพิชชาภา บุญโต อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท. จำเลยที่ 1, บริษัท ไร่ส้ม จำกัด จำเลยที่ 2, นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไร่ส้ม จำเลยที่ 3 และนางสาวมณฑา ธีระเดช พนักงานบริษัท ไร่ส้ม จำเลยที่ 4 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ, เป็นพนักงานใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่องค์กร, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และสนับสนุนพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502

จากกรณีที่ นางพิชชาภา พนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท ได้ปกปิดไม่รายงานค่าโฆษณาเกินรายการ “คุยคุ้ยข่าว” จำนวน 17 ครั้ง ทำให้ บมจ.อสมท ได้รับความเสียหาย 138,790,000 บาท และยังได้เรียกรับเช็คเงินสดจากจำเลยที่ 2 ที่ลงลายมือชื่อนายสรยุทธ จำเลยที่ 3 ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บจก.ไร่ส้ม 6 ฉบับ เป็นเงิน 744,609.30 บาท เป็นการตอบแทน เหตุเกิดช่วงระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2548 - 28 เมษายน 2549

โดยบรรยากาศก่อนอ่านคำพิพากษา จำเลยทั้ง 4 คน ทยอยเดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยนายสรยุทธ เดินทางมาถึงเมื่อเวลา 8 นาฬิกา 45 นาที ขณะที่เพื่อนร่วมงาน เพื่อนผู้ประกาศข่าว ผู้จัดละคร รวมไปถึงนายประวิทย์ มาลีนนท์ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาในวันนี้ด้วย

คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยทั้ง 4 กระทำผิดจริงตามฟ้อง และลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามคำให้การที่เป็นประโยชน์ ศาลจึงสั่งจำคุกนางพิชชาภา ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินฯ จำคุก 20 ปี , สั่งปรับ บริษัท ไร่ส้ม รวมเป็นเงิน 80,000 บาท ส่วนนายสรยุทธ และ นางสาวมณฑา ให้จำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน

ขณะที่ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า แม้นางพิชชาภาจะอ้างว่าไม่มีลายลักษณ์อักษรให้ทำหน้าที่รายงานค่าโฆษณาเกิน แต่เมื่อได้รับมอบหมายให้ดำเนินการ แต่กลับปกปิดข้อเท็จจริง โดยมีนายสรยุทธ และนางมณฑา เสนอให้ดำเนินการ จึงไม่สามารถปฏิเสธข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ซึ่งถือว่านายสรยุทธ และ น.ส.มณฑา สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ

นอกจากนี้ จากที่จำเลยทั้ง 4 ได้ยื่นฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบา หรือรอลงอาญานั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยทั้ง 4 นั้น ถือเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อสังคม อีกทั้งนายสรยุทธ เป็นสื่อมวลชนอาวุโส เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม แต่กลับใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายกระทำผิดเสียเอง จึงไม่เห็นควรลดโทษตามที่ยื่นฎีกา

แต่อย่างไรก็ตามก็มีฎีกาบางประเด็นที่ฟังขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นความผิดตามข้อกล่าวหา ซึ่งพิเคราะห์แล้วเห็นควรพิพากษาแก้และลดโทษตามคำให้การที่เป็นประโยชน์ ให้จำคุกทั้ง 4 จำเลย จำเลยละ 6 กระทง โดยจำเลยที่ 1 นางพิชชาภา จากโทษจำคุกรวม 18 ปี เหลือ 12 ปี, สั่งปรับบริษัท ไร่ส้ม จำกัด จำเลยที่ 2 จาก 108,000 บาท ลดเหลือ 72,000 บาท ส่วนนายสรยุทธ และน.ส.มณฑา ธีระเดช จำเลยที่ 3 และ 4 ลดโทษจำคุกจาก 12 ปี เหลือ 6 ปี 24 เดือน

ภายหลังการอ่านคำพิพากษา น.ส.พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ หรือ ไบร์ท ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ว่าที่ผ่านมาได้ให้กำลังใจกันมาตลอด นายสรยุทธ ก็พยายามต่อสู้เพื่อพิสูจน์ ว่าไม่มีพฤติกรรมเบียดบังเวลาของ อสมท. เพราะข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายต่างก็มีเวลาเกิน ที่ผ่านมานายสรยุทธ รู้สึกเจ็บปวดที่ถูกกล่าวหาว่าเบียดบัง อสมท. ตัวเองในฐานะเป็นเพื่อนร่วมงาน คนใกล้ชิด ต่างรู้สึกเสียใจ และเสียดาย เพราะนายสรยุทธ เป็นพี่ที่ตั้งใจทำงาน ซื่อสัตย์ต่ออาชีพและคนดู เขาสอนเรามาตลอดว่าต้องเคารพและรับผิดชอบต่อคนดู ซึ่งนายสรยุทธ รักงานข่าวและอาชีพของเขามาก

ด้านโก๊ะตี๋ อารามบอย ได้เปิดใจว่า ที่ผ่านมานายสรยุทธ ทุ่มเทให้กับงานข่าวมาก ที่ผ่านมานายสรยุทธ ก็ยินยอมที่จะต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ไม่คิดที่จะหนีไปไหนเคยบอกแม้กระทั่งว่า ติดคุกแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ออกมา ยอมรับว่า นายสรยุทธ มีกำลังใจดี ซึ่งตัวเองนับถือ ในน้ำใจของนายสรยุทธ มากและเคารพการตัดสินใจของนายสรยุทธ

สำหรับนายสรยุทธ และจำเลยร่วมในคดีจะถูกส่งตัวไปที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพในวันนี้