สนามข่าว 7 สี

รายงานพิเศษ : บทสรุปคดีทุจริตค่าโฆษณา อสมท.

ในที่สุดคดีทุจริตค่าโฆษณา อสมท. กับบริษัทไร่ส้ม ที่มี นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา เป็นกรรมการผู้จัดการ ที่ต่อสู้ยาวนานถึง 12 ปี นับตั้งแต่ที่มีการยื่นฟ้องไปยัง ป.ป.ช. จนมาถึงชั้นศาลฎีกา ก็ได้ข้อสรุป โดยศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกนายสรยุทธ เป็นเวลา 6 ปี 24 เดือน ซึ่งก็ถือว่าได้ลดโทษจากในชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ ที่เคยพิพากษาให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน ไปติดตามจากรายงาน

2559 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรข่าว และกรรมการผู้จัดการบริษัท ไร่ส้ม จำกัด หลังพิเคราะห์ว่าร่วมกับพวกกระทำผิดตามฟ้อง ในการทุจริตโฆษณาเกินเวลา รายการคุยคุ้ยข่าว เหตุเกิดช่วงปี 2548-2549 ซึ่งทำให้ บมจ.อสมท. ได้รับความเสียหายรวมกว่า 138 ล้านบาท โดยศาลสั่งจำคุก นางพิชชาภา บุญโต อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บมจ.อสมท. เป็นเวลา 20 ปี, นายสรยุทธ และนางสาวมณฑา ธีระเดช พนักงานบริษัทไร่ส้ม คนละ 13 ปี 4 เดือน และสั่งปรับบริษัทไร่ส้ม 80,000 บาท

2560 ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษา พิเคราะห์ประเด็นที่ยื่นอุทธรณ์แล้ว เห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้นายสรยุทธ ถูกคุมตัวส่งไปฝากขังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครทันทีในวันนั้น ก่อนต่อมาจะได้รับการประกันตัว เพราะยื่นขอฎีกาสำเร็จ

การยื่นฎีกาของนายสรยุทธกับพวก นางพิชชาภา ยื่นฎีกาเรื่องที่ตนเองไม่ได้มีหน้าที่รายงานโฆษณาเกิน ว่าเป็นหน้าที่ที่ไม่มีกำหนดเป็นลายลักษ์อักษร แต่ศาลพิเคราะห์ว่า เมื่อหัวหน้างานมอบหมายให้รับผิดชอบ จึงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ และหากพบความผิดปกติใด ๆ ก็ควรรายงานไปตามขั้นตอน และรักษาผลประโยชน์ของ บมจ.อสมท.

ขณะที่ นายสรยุทธ นางสาวมณฑา และบริษัทไร่ส้ม ฎีกาว่าไม่ได้จ่ายค่าตอบแทนรายเดือนให้กับนางพิชชาภา โดยเช็ค 6 ฉบับที่สั่งจ่ายไปนั้น เป็นค่าหาโฆษณา ไม่ใช่ค่าตอบแทนที่ช่วยปกปิดค่าโฆษณาเกิน ประเด็นนี้ นางพิชชาภา เคยให้การในระหว่างที่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยว่า ได้ช่วยเหลือบริษัทไร่ส้ม ในการปกปิดค่าโฆษณาเกิน อ้างว่าได้รับคำร้องขอทางโทรศัพท์จากนายสรยุทธ และนางสาวมณฑา และมีการเสนอเงินตอบแทนร้อยละ 2 ของค่าโฆษณาดังกล่าว แม้ต่อมาในระหว่างที่ป.ป.ช.ไต่สวนความผิด นางพิชชาภาจะกลับคำให้การ แต่ศาลมองว่าคำให้การในครั้งนั้นน่าเชื่อถือ เพราะคงไม่มีใครให้การที่เป็นผลเสียต่อตนเอง การที่อ้างว่าทำไปเพราะกลัวความผิดนั้น เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น

อีกประเด็นที่นายสรยุทธ มีการยื่นฎีกา คือ ขอให้ลดโทษจำเลยสถานเบา เพราะทำผิดเป็นครั้งแรก และเคยทำคุณความดีต่อสังคมมาโดยตลอด ประเด็นนี้ศาลเห็นว่า นายสรยุทธ เป็นสื่อมวลชนอาวุโส ควรเป็นแบบอย่างที่ดี และทราบกฎหมายเป็นอย่างดี แต่กลับกระทำผิดเสียเอง จึงไม่มีเหตุให้บรรเทาโทษ

แต่อย่างไรก็ตามมีฎีกาในบางประเด็นฟังขึ้น ทำให้ในท้ายที่สุดแล้ว ศาลฎีกาพิพากษากแก้โทษให้จำคุกนางพิชชาภา เป็นเวลา 18 ปี ก่อนจะลดโทษเหลือจำคุก 12 ปี ส่วนนายสรยุทธ และนางสาวมณฑา ให้จำคุกคนละ 12 ปี ก่อนจะลดโทษเหลือจำคุกคนละ 6 ปี 24 เดือน และสั่งปรับบริษัทไร่ส้ม จาก 108,000 บาท เหลือเพียงปรับ 72,000 บาท

ผู้ที่เคยร่วมงานกับนายสรยุทธ ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชน ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และนายสรยุทธ เอง เคยบอกว่าพร้อมยอมรับคำตัดสินของศาล ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม

ขณะที่เพจเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของนายสรยุทธ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ไม่ว่าผลคำพิพากษาจะออกมาอย่างไร ก็จะยอมรับ เตรียมตัวเตรียมใจกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นเอาไว้แล้ว ไม่เคยคิดจะหลบหนี เพราะนั่นจะเท่ากับไม่เคารพกระบวนการของกฎหมาย ความยากลำบากเดียวคือ ทำใจ ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะทำได้ขนาดไหน จะต้องใช้เวลาเท่าไรที่จะทำความคุ้นเคย แต่ที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับให้ได้ ชีวิตต้องดำเนินต่อไป อย่างน้อยวันนี้ก็จะได้เริ่มต้นใหม่ แม้ว่าจะเริ่มต้นจากติดลบอยู่ในคุก แต่ก็ได้เริ่มต้น พร้อมกับขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ

ขณะที่ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท อสมท.จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนที่ให้ทุกฝ่ายต้องรับผิดชอบ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ กรณีบริษัทไร่ส้ม ถือเป็นบทเรียนว่าผู้มาทำธุรกิจกับ อสมท. ต้องยึดหลักกฎหมายและธรรมาภิบาลในการทำงานสื่อสารมวลชน ส่วนผู้บริหารที่เกี่ยวข้องก็ต้องตรวจสอบและอนุมัติด้วยความรัดกุม และพนักงานผู้ปฏิบัติต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์ เพราะหากเห็นแก่ประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย ก็จะได้รับผลกระทบจากการกระทำ

อีกประเด็นที่สังคมตั้งข้อสงสัย คือ เรื่องอัตราโทษในคดีของนายสรยุทธ ว่าทำไมจึงนับเป็น 6 ปี 24 เดือน ไม่เรียกว่าเป็น 8 ปี เรื่องนี้มีคำชี้แจงในเพจสื่อศาล ซึ่งเป็นเพจของสำนักงานศาลยุติธรรม ที่อธิบายว่าการนับโทษในคดีอาญาจะนับโทษ 1 เดือน เท่ากับ 30 วัน ดังนั้น เมื่อนายสรยุทธ รับโทษความผิดกระทงละ 1 ปี 4 เดือน จำนวน 6 กระทง เมื่อรวมโทษแล้ว จึงเท่ากับ 6 ปี 24 เดือน หรือเท่ากับ 7 ปี 355 วัน โดยประมาณ

และสำหรับการเข้าไปอยู่ในเรือนจำของนายสรยุทธเมื่อวานนี้ ก็มีคำชี้แจงจากอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ที่ได้รับรายงานจากผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครว่า เมื่อนายสรยุทธ เข้าไปในเรือนจำ ฝ่ายทะเบียนได้ทำประวัติผู้ต้องขังใหม่ พิมพ์มือ ถ่ายรูป และตรวจร่างกาย โดยพบว่านายสรยุทธ มีโรคประจำตัวหลายโรค เช่น ไขมันในเลือดสูง, มีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ ร่วมกับมีเลือดออกในลำไส้ และเป็นโรคถุงลมโป่งพอง มีสภาพจิตใจปกติ ในช่วงแรกจะจัดให้อยู่ในแดนแรกรับ ซึ่งได้กำชับเจ้าหน้าที่เวรรักษาการณ์ให้ตรวจตราอย่างต่อเนื่อง และได้จัดให้ผู้ต้องขังช่วยงาน 2 คน ช่วยดูแลนักโทษเข้าใหม่อย่างใกล้ชิด เพื่อปรับสภาพจิตใจ