ข่าวดึก 7HD

เร่งสอบคลินิก โรงพยาบาล เอี่ยวขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ

พลตำรวจตรีวรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือ ปคม. ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนในคดีนี้ ก่อนชี้แจงว่า หลักฐานที่มีอยู่สามารถเอาผิดกับชาวจีน 3 คนหนึ่งในตัวการขบวนการอุ้มบุญได้ แม้ว่าผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธ อ้างว่ามาทำเด็กหลอดแก้วไม่ได้เข้ามาว่าจ้างแม่อุ้มบุญ ขณะที่ผลการสอบสวนพยานทั้งหมด ทำให้มีหลักฐานเพียงพอจะออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 8 คน โดย 2 คนเป็นคนจีนที่พาแม่อุ้มบุญไปคลอดที่ต่างประเทศ ส่วนอีก 6 คนเป็นคนไทยที่ทำหน้าที่เป็นนายหน้า และเป็นคนดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการเดินทาง เบื้องต้นยังไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐให้การช่วยเหลือเรื่องการนำพ่อ-แม่ ชาวจีนมาจดทะเบียนเป็น พ่อ-แม่เด็ก เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในการพาเดินทางไปต่างประเทศ

หลังจากนี้จะประสานกับกระทรวงสาธารณสุขในหลายประเด็น ทั้งการตรวจสอบยาและเวชภัณฑ์ที่พบในบ้านผู้ต้องหา เอกสารการรับฝากครรภ์แม่อุ้มบุญ รวมถึงข้อมูลการเข้าตรวจสถานพยาบาลต้องสงสัย 9 แห่ง ซึ่งจะมีการนัดหารืออีกครั้งในช่วงบ่ายวันจันทร์นี้ นอกจากนี้จะขยายผลตรวจสอบเรื่องการเปิดบริษัทบังหน้า ว่าเป็นการทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่

สำหรับแม่อุ้มบุญทั้ง 7 คน ที่พบในบ้านพักนั้น เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับใคร แต่ได้ส่งตัวให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไปดูแล แต่ในจำนวนนี้จะมีผู้ที่ต้องถูกดำเนินคดีเพราะไปทำหน้าที่เป็นนายหน้าชักชวนคนอื่นกระทำผิดด้วย จากการสอบสวนแม่อุ้มบุญทราบว่า เด็กที่ถูกส่งไปจีนจะมีคนมาติดต่อขอรับไปเลี้ยงเป็นลูกจริง ซึ่งต้องตรวจสอบข้อมูลจากกรมการกงสุลที่จะประสานกับทางการจีน เพื่อยืนยันว่าเป็นจริงตามคำให้การหรือไม่ เพราะจากข้อมูลที่ตำรวจได้รับ ทำให้ตั้งข้อสงสัยว่าเด็กที่ถูกส่งไปอาจถูกนำไปค้าอวัยวะให้กับผู้ต้องการเปลี่ยนถ่ายหรือไม่

ขณะที่ผู้ต้องหาทั้ง 9 คน ซึ่งถูกจับกุมเมื่อวานนี้ เจ้าหน้าที่ได้นำตัวมาสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนนำตัวทั้งหมดไปฝากขังต่อศาลอาญา พร้อมกับคัดค้านการประกันตัว ซึ่งหลังจากนี้ก็จะพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดอื่นๆ เพิ่มเติม เช่นความผิดเกี่ยวกับยาและเวชภัณฑ์ และความผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว เป็นต้น

และเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ ตำรวจ กองกำกับการ 5 กองบังคับการ ปคม. ได้เข้าจับกุมนายหน้าจัดหาหญิงสาวมาอุ้มบุญได้อีก 1 คน ที่จังหวัดเชียงใหม่ และคุมตัวกลับมาสอบสวนที่กรุงเทพฯ แล้ว

นายหน้าคนนี้คือ นายจักรัตน์ กิตติวนิชย์กุล อายุ 60 ปี ถูกคุณแม่อุ้มบุญคนหนึ่งให้การซัดทอดว่า เป็นนายหน้าจัดหาโดยผ่านทางเพื่อนของแม่อุ้มบุญคนหนึ่ง เป็นผู้พาไปฉีดสเปิร์มที่ประเทศมาเลเซียถึง 3 ครั้ง และเมื่อตั้งท้องได้ 8 เดือน นายหน้าก็พาไปอยู่บ้านพักรวมกับกลุ่มแม่อุ้มบุญคนอื่นๆ ในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 3 เดือน เมื่อครบกำหนด ก็พาไปผ่าคลอดที่ประเทศจีนในเดือนมีนาคม 2562 หลังเสร็จสิ้นการคลอด แม่อุ้มบุญได้พบกับพ่อแม่เด็กเพียงครั้งเดียว จากนั้นเธอก็ไม่ได้พบหน้าเด็กและครอบครัวชาวจีนอีกเลย อีกทั้งแม่อุ้มบุญรายนี้ ถูกนายหน้าโกงเงินค่าจ้างไปราว 2 แสนบาทด้วย สำหรับเหตุผลที่พ่อแม่ชาวจีนบอกกับเธอว่าต้องการมีลูก แต่ไม่มีเวลา อีกทั้งไม่อยากตั้งท้องเอง เพราะกลัวหุ่นเสีย แต่เธอไม่ทราบว่าหลังคลอดแล้ว ชะตาของทารกจะเป็นอย่างไรต่อไป

ขณะที่ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เร่งสอบสวนเอาผิด คลินิก และโรงพยาบาล 9 แห่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอุ้มบุญข้ามชาติ และฝากเตือนหญิงสาวที่รับจ้างเป็นแม่อุ้มบุญ ผิดกฎหมาย และศีลธรรม เพราะเด็กอุ้มบุญที่เกิดมา และส่งไปมีความเสี่ยงถูกทำร้าย ถูกทอดทิ้งได้ ถ้าไม่สมบูรณ์

นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพหรือ สบส.ระบุว่า จะสอบสวนในประเด็นความเกี่ยวข้อง ของคลินิก โรงพยาบาล และแพทย์ กับการรับจ้างอุ้มบุญ อย่างไร เป็นความตั้งใจ มีส่วนรู้เห็น หรือเป็นการรับฝากครรภ์ปกติ ให้กับหญิงสาวที่มารับจ้างเป็นแม่อุ้มบุญ จะสอบพยานบุคคล และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ถ้าพบมีความผิดจริง จะถูกดำเนินคดี ในฐานความผิดการดำเนินการตั้งครรภ์ แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ หรือ อุ้มบุญ

ขณะเดียวกันแพทย์ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รับฝากครรภ์แม่อุ้มบุญในครั้งนี้ ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย และส่งให้แพทยสภาเอาผิดตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม ซึ่งก็จะต้องสอบสวนความเกี่ยวข้องโดยตรง หรือเป็นการรับฝากครรภ์ตามปกติ

สำหรับเด็กทารกที่เกิดจากขบวนการอุ้มบุญชาติ ครั้งนี้ ที่ตรวจสอบพบเมื่อวาน มี 2 คน ซึ่งเด็กอุ้มบุญ ได้ไป อยู่ในความดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. แล้ว ตามขั้นตอนทางกฎหมาย ก็จะต้องพิสูจน์ความเป็นพ่อ หรือแม่ ก่อนที่จะอนุญาตให้รับเด็กไปอยู่ในความเลี้ยงดูอุปการะต่อไป รวมถึงการสอบแม่อุ้มบุญ ที่พบมีการฝังตัวอ่อนเด็กแล้ว 7 คนด้วย

อธิบดี สบส.ย้ำว่า การรับจ้างอุ้มบุญ มีความผิดตามกฎหมาย และผิดจริยธรรม ศีลธรรมด้วย เพราะเคยมีเรื่องราวที่ว่า ถ้าเด็กที่เกิดมาไม่สมบูรณ์ พ่อแม่ที่มาว่าจ้าง ทอดทิ้งเด็กมาแล้ว ขณะเดียวกัน การสอบสวนขยายผลไปที่นายหน้า ที่เรียกรับผลประโยชน์ เป็นธุระจัดหาในขบวนการอุ้มบุญ ก็จะมีความผิดสถานหนัก ตาม พ.ร.บ.อุ้มบุญ