ข่าวในพระราชสำนัก

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ ดังนี้

เวลา 09.00 น. วันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปยังหอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครั้งที่ 54 ประจำปีการศึกษา 2561-2562 โอกาสนี้ พระราชทานปริญญากิตติมศักดิ์แก่ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน, พระราชทานเกียรติบัตรแก่ศาสตราจารย์เกียรติคุณที่ได้รับอนุมัติแต่งตั้ง 6 คน, พระราชทานปริญญาบัตรแก่ดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต และบัณฑิต รวม 6,426 คน ในจำนวนนี้มีบัณฑิตที่ได้รับเหรียญรางวัลเรียนดีตลอดหลักสูตรเหรียญทอง 160 คน และเหรียญเงิน 565 คน

ในการนี้ พระราชทานพระราโชวาทความว่า "บัณฑิตทั้งหลายได้ศึกษาเล่าเรียนมานานปี นับแต่ระดับต้นจนถึงระดับสูง ย่อมสร้างสม อบรมความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และคุณสมบัติต่าง ๆ ไว้เป็นอันมาก พร้อมที่จะออกไปทำงานสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่ตน แก่ชุมชน และแก่ชาติบ้านเมือง ในการทำงานนั้น มีข้อที่ควรตระหนักถึงอยู่ประการหนึ่ง คืองานทุกอย่างย่อมมีกฎเกณฑ์ มีระเบียบ ซึ่งผู้ที่ทำงานร่วมกันจะต้องยึดถือปฏิบัติเป็นอย่างเดียวกัน ที่กล่าวดังนี้ เพราะกฎระเบียบของงาน เป็นเสมือนกรอบที่คอยกำกับ ประคับประคอง ให้งานดำเนินไปด้วยความราบรื่น และสำเร็จผลอย่างรวดเร็วและถูกต้อง หากผู้ที่ทำงานร่วมกัน ต่างคนต่างทำตามใจชอบ โดยไม่คำนึงถึงกฎระเบียบที่วางไว้ งานที่ทำก็คงยากที่จะบรรลุผลสำเร็จตรงตามเวลาและเป้าหมาย บัณฑิตเมื่อออกไปทำงานร่วมกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นงานใด ในสาขาใดก็ตาม จึงควรศึกษากฎระเบียบของงานให้ทราบชัด แล้วยึดถือปฏิบัติให้ถูกต้องตรงกัน แต่ละคนจะได้นำความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และคุณสมบัติทั้งมวลที่มีอยู่มาประสานส่งเสริมกัน เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม ถูกตรง"

เวลา 16.07 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังอาคารสำนักงานมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อำเภอแม่ริม ในการนี้ ทรงวางพวงมาลัยถวายราชสักการะพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

จากนั้น พระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณ และเข็มมูลนิธิขาเทียมฯ แก่กรรมการมูลนิธิฯ พร้อมผู้ทำคุณประโยชน์ทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ สำนักวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ องค์การมหาชน, สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดเชียงใหม่, กรมควบคุมมลพิษ, กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด มหาชน และบริษัท ไทยเบเวอร์เรจ แคน จำกัด พร้อมกันนี้ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ผู้แทนโรงแรม ยู นิมมาน เชียงใหม่ เฝ้าทูลละอองพระบาท ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงิน สมทบทุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ

ต่อจากนั้น ทรงเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2563 ของคณะกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งมีระเบียบวาระต่าง ๆ อาทิ รับรองรายงานการประชุมสามัญประจำปี 2562, ผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา, โครงการออกหน่วยบริการทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ โดยเมื่อปีที่ผ่านมาได้ออกหน่วยทำขาเทียมเคลื่อนที่พระราชทานช่วยเหลือผู้ยากไร้ จังหวัดนครราชสีมา 149 ครั้ง จังหวัดอุตรดิตถ์ 150 ครั้ง จังหวัดสระบุรี 151 ครั้ง จังหวัดสงขลา 153 ครั้ง และที่ประเทศมาเลเซีย 152 ครั้ง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ จัดตั้งมูลนิธิขาเทียมฯ ขึ้น เพื่อจัดทำขาเทียมจากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งมีน้ำหนักเบา และราคาถูกกว่าขาเทียมที่ผลิตจากโรงพยาบาลของรัฐ สำหรับพระราชทานให้แก่ผู้พิการขาขาดที่ยากไร้ โดยไม่เลือกเชื้อชาติศาสนา และไม่คิดมูลค่า โดยได้รับการจดทะเบียนเมื่อปี 2535

เวลา 18.01 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อำเภอแม่ริม โอกาสนี้ พระราชทานของที่ระลึกแก่ผู้มีอุปการคุณ และพระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะเลิศการแข่งขันกิจกรรมดาราศาสตร์ จากนั้น ทรงเปิดอุทยานดาราศาสตร์สิรินธร ซึ่งสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ องค์การมหาชน สร้างขึ้น เพื่อเป็นสถานที่ศึกษา ค้นคว้า วิจัยดาราศาสตร์ การพัฒนาเทคโนโลยีดาราศาสตร์ และการบริการวิชาการและสื่อสารดาราศาสตร์ มุ่งให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านดาราศาสตร์ของประเทศ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้ดาราศาสตร์ครบวงจรแห่งใหม่ของไทย ประกอบด้วย อาคารสำนักงานใหญ่, อาคารปฏิบัติการพัฒนาเทคโนโลยีดาราศาสตร์ขั้นสูง, อาคารท้องฟ้าจำลองและนิทรรศการ และอาคารหอดูดาว

โอกาสนี้ ทอดพระเนตรนิทรรศการและผลงานการพัฒนาเทคโนโลยีดาราศาสตร์ขั้นสูงของสถาบันฯ อาทิ โครงการก่อสร้างกล้องโทรทรรศน์วิทยุเพื่อการวิจัย ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด ซึ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสังเกตการณ์สัญญาณวิทยุและไมโครเวฟ สำหรับงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์วิทยุ และการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก, โครงการความร่วมมือสร้างระบบเคลือบกระจก สำหรับโครงการหมู่กล้องโทรทรรศน์รังสีเซเรนคอฟ

ในการนี้ ทรงฟังบรรยายพิเศษเรื่อง "ดาราศาสตร์ : เปิดประตูสู่ภูมิปัญญาสุดขอบเอกภพ" จากศาสตราจารย์ท่านผู้หญิง โจเซลิน เบลล์ เบอร์แนลล์ แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยดันดี สหราชอาณาจักร ผู้ได้รับรางวัล Special Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน โดยบรรยายถึงดาราศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าค้นหา เมื่อผู้บรรยายยังเด็กได้ไปชมท้องฟ้าจำลองเป็นครั้งแรก เรียนรู้ว่าในเอกภพมีดาวฤกษ์อยู่มาก บางดวงอาจมีบริวารเป็นดาวเคราะห์เช่นเดียวกับโลก หากสามารถสังเกตและศึกษาดาวเคราะห์เหล่านั้นได้ ก็จะทราบว่ามีสิ่งชีวิตนอกโลกหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อน อาทิ การสร้างกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 30 เมตร การประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล ดาราศาสตร์จึงมีบทบาทขับเคลื่อนเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เป็นเครื่องมือพัฒนาทักษะของบุคลากร ที่สำคัญ คือ สร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์แก่ประชาชนและเยาวชน

ต่อจากนั้น ทอดพระเนตรนิทรรศการกิจกรรมดาราศาสตร์ในโรงเรียน นิทรรศการดาราศาสตร์แบบมีปฏิสัมพันธ์ 19 โซน อาทิ ภารกิจพิชิตดวงจันทร์ การสำรวจระบบสุริยะ เสียงแห่งเอกภพ เครื่องตรวจจับรังสีคอสมิก นิทรรศการหอจดหมายเหตุดาราศาสตร์ ซึ่งรวบรวมเอกสารและบันทึกสารสนเทศด้านดาราศาสตร์ รวมถึงกล้องโทรทรรศน์ที่พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคยทอดพระเนตรเมื่อปี 2501 และอุปกรณ์ดาราศาสตร์ของศาสตราจารย์กิตติคุณระวี ภาวิไล นิทรรศการดาวจรัสฟ้า แสดงภาพถ่ายทางดาราศาสตร์ฝีมือคนไทย ลูกตุ้มเพนดูลัมกับการพิสูจน์การหมุนของโลก และผลงานของผู้ชนะเลิศกิจกรรมแข่งขันดาราศาสตร์ โดยจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ เป็นต้นไป

ข่าวอื่นในหมวด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวอื่นในหมวด